ตลาดการเงินโลกผันผวนหนักหลังรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านยืนยันเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้การสัญจรเชิงพาณิชย์ช่วงหยุดยิงที่เหลืออยู่ ส่งผลให้บิทคอยน์ดีดตัวแรงสวนทางสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ที่ร่วงลงแตะ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้แรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์จะผ่อนคลายลงชั่วคราวและดึงเม็ดเงินลงทุนกลับสู่สินทรัพย์เสี่ยง แต่วิกฤตยังไม่จบสิ้น เพราะปฏิบัติการปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ ยังคงมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ ขณะที่เส้นตายข้อตกลงหยุดยิงวันที่ 22 เมษายนนี้กำลังคืบคลานเข้ามา
การเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ในตลาดโลกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวอย่างรุนแรงของกลไกราคาต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภายหลังนายเซย์เยด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ได้ประกาศผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ทั้งหมดผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะถูกประกาศให้เปิดอย่างสมบูรณ์ตลอดช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของข้อตกลงหยุดยิงฉบับปัจจุบัน
ถ้อยแถลงดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการรับรองโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกาผ่านช่องทาง Truth Social ได้จุดชนวนให้เกิดแรงเทขายอย่างหนักในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์พลังงาน และส่งแรงซื้อกลับคืนสู่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างฉับพลัน โดยข้อมูลจาก TradingView ระบุว่าราคาบิทคอยน์ (BTC) พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดระหว่างวันที่ 77,037 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 1% ภายในวันเดียว นับเป็นการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งสามารถทำผลงานบวกได้ถึง 5%
ในอีกฟากหนึ่งของสมการ ตลาดน้ำมันดิบกลับแสดงทิศทางตรงกันข้ามอย่างมีนัยสำคัญ โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ทะเลเหนือร่วงลงอย่างรุนแรงถึง 10% หลุดระดับ 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อันเป็นผลโดยตรงจากการคลายความกังวลด้านอุปทานพลังงานโลกที่อาจถูกตัดตอนหากเกิดการปะทะกันบริเวณเส้นทางลำเลียงน้ำมันสายสำคัญที่สุดสายหนึ่งของโลก
อย่างไรก็ดีการผ่อนคลายความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในลักษณะนี้ถือเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่ช่วยปลุก "ความอยากเสี่ยง" (Risk Appetite) ในหมู่นักลงทุนสถาบันและรายย่อยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง บทวิเคราะห์จาก The Kobeissi Letter ที่เผยแพร่บนแพลตฟอร์ม X ได้ให้ภาพที่ชัดเจนถึงพฤติกรรมของตลาดทุนในห้วงเวลาดังกล่าว โดยระบุว่านักลงทุนที่เคยรีบชิงขายสินทรัพย์ออกไปในเดือนมีนาคมเพื่อลดความเสี่ยง ขณะนี้กำลัง "กรูกันกลับเข้าสู่ตลาด" อีกครั้งอย่างรวดเร็ว สัญญาณบ่งชี้เชิงประจักษ์คือมูลค่าตลาดรวมของดัชนี S&P 500 ที่สามารถเพิ่มขึ้นได้มากถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในระยะเวลาเพียงสามสัปดาห์ที่ผ่านมา
ทว่าท่ามกลางบรรยากาศที่ดูเหมือนจะปลอดโปร่งขึ้น โดยรายงานพิเศษจากสำนักข่าว Axios ได้หยิบยกมิติที่ซับซ้อนและเปราะบางยิ่งกว่าของเกมการเจรจาขึ้นมาเปิดเผย โดยระบุว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ กำลังอยู่ระหว่างการหารือถึงข้อเสนอกรอบความร่วมมือฉบับใหม่ที่มีความทะเยอทะยานยิ่งกว่าการหยุดยิงชั่วคราว แกนกลางของข้อเสนอคือการปลดล็อกเงินทุนอิหร่านที่ถูกอายัดไว้มูลค่ามหาศาลถึง 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่อิหร่านจะต้องสละคลังแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะทั้งหมดที่มีอยู่ในครอบครอง โดย Axios ระบุว่าแผนการดังกล่าวถูกร่างขึ้นเป็นเอกสารกรอบการทำงานความยาวสามหน้า ซึ่งถือเป็นความพยายามที่จะยุติภาวะสงครามอย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขที่ประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำเตือนผ่าน Truth Social ได้สร้างความกระจ่างในเชิงยุทธศาสตร์การทหารและการข่มขวัญทางเศรษฐกิจว่า ปฏิบัติการปิดล้อมทางเรือของกองทัพเรือสหรัฐฯ บริเวณน่านน้ำดังกล่าว "ยังคงมีผลบังคับใช้เต็มกำลังอย่างสมบูรณ์" จนกว่ากระบวนการทำธุรกรรมกับอิหร่านจะเสร็จสิ้น "100%" พร้อมทั้งส่งสัญญาณเชิงบวกเพิ่มเติมว่าเงื่อนไขส่วนใหญ่ได้ถูกเจรจาตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นัยยะสำคัญที่ตลาดการเงินกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้คือการตีตราคาความเสี่ยงบนเส้นขนานสองเส้นที่สวนทางกัน ด้านหนึ่งคือแรงซื้อเก็งกำไรในตลาดคริปโตเคอร์เรนซีและหุ้นที่ได้แรงหนุนจากข่าวดีเฉพาะหน้า แต่อีกด้านหนึ่งคือความไม่แน่นอนที่แฝงตัวอยู่ในเงามืดของกำหนดเส้นตายวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นวันที่ข้อตกลงหยุดยิงสองสัปดาห์ระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านจะสิ้นสุดลง นักลงทุนและนักวิเคราะห์ต่างจับตาด้วยความระแวดระวังว่า แนวโน้มของการปะทุของความรุนแรงรอบใหม่ที่อาจกลับมาสร้างแรงกระเพื่อมให้กับราคาพลังงานและสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้งนั้นมีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด
ล่าสุดสถานการณ์ในขณะนี้ จึงไม่ใช่เพียงการรายงานตัวเลขการขึ้นลงของราคาบิทคอยน์หรือน้ำมัน แต่คือการถอดรหัสภูมิรัฐศาสตร์การเงินโลกที่ดำเนินไปบนความเปราะบางของข้อตกลงชั่วคราว โดยที่ตลาดกำลังเดินหมากบนกระดานหมากรุกที่ยังมีกองเรือรบและคำขาดทางการทูตตั้งค่ายรออยู่เบื้องหลัง