ปตท.สผ. ร่วมกับทช. จัดวางลานประติมากรรมใต้ทะเล “Ocean for Life” ซึ่งเป็นแหล่งปะการังเทียมและแหล่งดำน้ำแห่งใหม่ บริเวณเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อต้นเมษายนที่ผ่านมา นับเป็นนวัตกรรมการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล ช่วยเพิ่มความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต สร้างแหล่งเรียนรู้ด้านทรัพยากรทางทะเล และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างยั่งยืน พร้อมกับเชิญชวนนักดำน้ำเที่ยวชมลานประติมากรรมใต้ทะเลได้ตั้งแต่กลางเดือนเมษายนนี้
ลานประติมากรรมใต้ทะเล Ocean for Life เกิดจากความร่วมมือระหว่าง ปตท.สผ. กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวเกาะเต่า ชมรมรักษ์เกาะเต่า และชุมชนท้องถิ่น เพื่อร่วมกันพัฒนาแหล่งปะการังเทียมและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยก่อนที่จะจัดวางลานประติมากรรมใต้ทะเล ปตท.สผ. ได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญศึกษาข้อมูลและออกแบบการจัดวางเป็นเวลากว่า 1 ปี ตั้งแต่การออกแบบประติมากรรม การศึกษากระแสน้ำ ความปลอดภัยต่อการสัญจรทางเรือ ตลอดจนการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล และหลังจากจัดวางแล้วเสร็จ จะทำการติดตามผล เพื่อประเมินการฟื้นตัวของระบบนิเวศ ปริมาณสัตว์น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพในบริเวณดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
ลานประติมากรรมแห่งนี้ ประกอบด้วยประติมากรรมรูปสัตว์ทะเลหายาก จำนวน 9 ชิ้น อาทิ ฉลามวาฬ กระเบนนก ม้าน้ำ และเต่าทะเล ควบคู่กับการติดตั้งปะการังเทียมรูปแบบใหม่ และแบบโดม รวมทั้งหมด 93 ชิ้น ซึ่งผลิตจากวัสดุที่มีความทนทานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำได้อย่างปลอดภัย โดยจัดวางบริเวณ Buoyancy World ซึ่งเป็นแหล่งสำหรับการฝึกดำน้ำของเกาะเต่า ห่างจากชายฝั่งประมาณ 100 เมตร ที่ระดับความลึกประมาณ 16 เมตร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร พร้อมทั้งจะมีการติดตามและประเมินผลการฟื้นตัวของระบบนิเวศ ปริมาณสัตว์น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ได้เริ่มจัดวางประติมากรรมชิ้นแรกในวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา และทยอยจัดวางชิ้นอื่น ๆ จนกว่าจะแล้วเสร็จ
นายชยงค์ บริสุทธิ์สวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานเทคโนโลยี คาร์บอนโซลูชั่น และการเติบโตอย่างยั่งยืน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. กล่าวว่าเราเชื่อมั่นว่าลานประติมากรรมใต้ทะเลที่เกาะเต่าแห่งนี้ จะมีส่วนช่วยฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล พร้อมทั้งสร้างประโยชน์ต่อระบบนิเวศและชุมชนท้องถิ่นในระยะยาว โดยเป็นการนำเรือรบหลวงที่ปลดประจำการมาวางเป็นแนวปะการังเทียม อย่างที่นี่คือเรือหลวงสัตกูด
“ผมมั่นใจว่าโครงการนี้จะช่วยฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ได้ ซึ่งจากการสำรวจครั้งล่าสุด ในปี 2565-2566 พบว่ามีจำนวนสัตว์เกาะติด 38 ชนิด พันธุ์ปลา 58 ชนิด ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการสำรวจก่อนหน้าในปี 2554-2556 และบริษัทจะนำความสำเร็จในครั้งนี้ไปต่อยอดและขยายผลในการอนุรักษ์และส่งเสริมทรัพยากรทางทะเลในพื้นที่อื่น ๆ ตามความมุ่งมั่นของบริษัทต่อไป นอกจากนี้ พื้นที่แห่งนี้ยังกลายเป็นแหล่งดำน้ำที่ได้รับความนิยม ช่วยเพิ่มรายได้ด้านท่องเที่ยวให้กับชุมชนในพื้นที่”
นายอุกกฤต สตภูมินทร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า ทช.มีภารกิจในการสร้างสมดุลและความยั่งยืนให้กับท้องทะเลไทย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ การขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวให้ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องอาศัยพันธมิตรที่มีอุดมการณ์และความมุ่งมั่นร่วมกัน โดย ปตท.สผ. ได้แสดงเจตจำนงและให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลมาอย่างต่อเนื่อง ลานประติมากรรมใต้ทะเลที่เกาะเต่าแห่งนี้ ก็จะเป็นอีกต้นแบบที่สำคัญของความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลไทยและสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศทางทะเลในระยะยาว
ด้าน ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญทางทะเล จากคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งให้คำปรึกษากับ ปตท.สผ. กล่าวเสริมว่าภายใน 3 ชั่วโมงหลังวางประติกรรมใต้ทะเล ปลาเล็กๆ จะเข้ามาเกาะ จากนั้นภายใน 24-48 ชั่วโมงจะเริ่มมีปลาเข้ามาอาศัยราว 9-10 ชนิด และจะเพิ่มเป็น 15-20 ชนิดในช่วง 2 สัปดาห์ ก่อนจะเริ่มเห็นปะการังเล็กๆ ฟองน้ำ ปะการังอ่อน และในช่วง 6 เดือนถึง 1 ปี จะส่งผลดีรอบด้าน ช่วยลดความหนาแน่นของนักดำน้ำในบริเวณแหล่งดำน้ำตามแนวปะการังธรรมชาติ ทำให้ธรรมชาติได้พักฟื้น และเป็นแหล่งอนุบาลของสัตว์ทะเล คืนความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งยังเป็นแรงดึกดูดใหม่ให้การท่องเที่ยวเกาะเต่าคึกคักขึ้น เรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมที่นำวิทยาศาสตร์และศิลปะมาผสมผสานกลมกลืนกับโลกใต้ทะเล
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ปตท.สผ. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินโครงการจัดสร้างปะการังเทียมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ โครงการแหล่งเรียนรู้ใต้ทะเลจากเรือรบหลวงปลดประจำการ เช่น เรือหลวงปราบ เกาะง่ามน้อย จังหวัดชุมพร และเรือหลวงสัตกูด เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี นอกจากนี้ยังมีแผนนำขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมมาจัดวางเป็นโครงสร้างปะการังเทียมในอ่าวไทย คาดว่าจะเริ่มดำเนินการช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เพื่อสร้างแหล่งอาศัยขนาดใหญ่ให้กับสัตว์น้ำ และส่งเสริมการทำประมงอย่างยั่งยืน