แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน จะส่งผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์และเศรษฐกิจโลกในหลายด้าน แต่สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีน กลับยังคงเดินหน้าเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะ “การส่งออก” ที่กลายเป็นเครื่องยนต์หลักของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน
ข้อมูลจากสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน (CPCA) ระบุว่า เดือนมีนาคมที่ผ่านมา จีนมียอดส่งออกรถยนต์เกือบ 700,000 คัน เพิ่มขึ้น 54.1% จากช่วงสองเดือนแรกของปี และพุ่งสูงถึง 73.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนการเร่งขยายตลาดต่างประเทศเพื่อลดแรงกดดันจากการแข่งขันภายในประเทศ
การเติบโตดังกล่าวได้รับแรงหนุนสำคัญจากกลยุทธ์ “บุกนอก” ของผู้ผลิตจีน รวมถึงความได้เปรียบด้านโลจิสติกส์ โดยบางค่ายอย่าง BYD มีกองเรือขนส่งของตัวเอง ทำให้สามารถบริหารจัดการการส่งออกได้อย่างยืดหยุ่น แม้จะเกิดความไม่แน่นอนด้านการขนส่งในบางภูมิภาค
ขณะเดียวกัน ตลาดภายในประเทศกลับชะลอตัว โดยยอดขายรถยนต์ในจีนเดือนมีนาคมอยู่ที่ 1.67 ล้านคัน ลดลง 15.2% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และแรงหนุนด้านนโยบายที่ลดลง ส่งผลให้ผู้ผลิตต้องพึ่งพาตลาดต่างประเทศมากขึ้น
ในช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2026 จีนส่งออกรถยนต์รวม 1.55 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 61% โดยรถยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ด้วยยอดส่งออก 670,000 คัน เพิ่มขึ้น 88%
เมื่อพิจารณาผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรม พบว่า 8 ค่ายยักษ์ใหญ่ ได้แก่ Geely, BYD, Chery, Changan, Great Wall Motor (GWM), SAIC, Dongfeng และ GAC มียอดส่งออกรวมกันในไตรมาสแรกกว่า 1.72 ล้านคัน คิดเป็น 36.49% ของยอดขายทั้งหมด สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดล “Dual Circulation” ที่เน้นทั้งตลาดในและต่างประเทศ
ในเชิงรายบริษัท SAIC ยังคงครองอันดับหนึ่ง ด้วยยอดส่งออก 324,899 คัน เพิ่มขึ้น 48.34% ขณะที่ BYD กลายเป็นดาวรุ่งในตลาดโลก ด้วยยอดส่งออก 319,751 คัน คิดเป็น 45.65% ของยอดขายรวม แซงหน้า Geely ที่ส่งออก 203,024 คัน
ด้าน Chery มีสัดส่วนการส่งออกสูงถึง 65.37% ของยอดขายทั้งหมด สะท้อนการพึ่งพาตลาดต่างประเทศอย่างชัดเจน ขณะที่ GWM ทำผลงานโดดเด่นในกลุ่ม SUV และรถกระบะ ส่วน Dongfeng และ GAC ยังมีสัดส่วนการส่งออกต่ำ เนื่องจากเน้นตลาดในประเทศและการร่วมทุนเป็นหลัก
ในเวทีโลก จีนยังสร้างหมุดหมายสำคัญ ด้วยยอดส่งออกรถยนต์สะสมไปยังยุโรปทะลุ 1 ล้านคันในเดือนเมษายน 2026 โดยข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งยุโรป (ACEA) ระบุว่า ปี 2025 การนำเข้ารถยนต์จากจีนเพิ่มขึ้น 30.7% และมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจาก 5% ในปี 2022 เป็น 7%
ในแง่มูลค่า การส่งออกไปยุโรปมีมูลค่า 13.72 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้น 4% ขณะที่แบรนด์จีนอย่าง BYD มียอดขายในยุโรปช่วงต้นปี 2026 พุ่งถึง 162.7% สวนทางกับผู้ผลิตจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่ชะลอตัว
นอกจากนี้ ตลาดออสเตรเลียยังกลายเป็นอีกสมรภูมิสำคัญ โดยในเดือนกุมภาพันธ์ จีนสามารถแซงญี่ปุ่นขึ้นเป็นแหล่งนำเข้ารถยนต์อันดับหนึ่ง ด้วยยอดเกือบ 22,300 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งราว 25% สะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาสนใจรถยนต์ไฟฟ้าและรถราคาคุ้มค่า
ความสำเร็จดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากความนิยมของรถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริด โดย BYD มียอดขายในออสเตรเลียเพิ่มขึ้นถึง 160% ขณะที่ GWM ก็เติบโตแข็งแกร่งในกลุ่มรถ SUV และกระบะ
ภาพรวมทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า จีนกำลังเร่งเครื่องสู่การเป็นมหาอำนาจด้านการส่งออกรถยนต์อย่างเต็มตัว และมีแนวโน้มขยายอิทธิพลในตลาดสำคัญทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์พลังงานใหม่ ซึ่งอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์โลกในทศวรรษหน้า