สถานการณ์การแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังร้อนแรงขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อ โทชิฮิโร มิเบะ ซีอีโอของ Honda ได้เดินทางเยี่ยมชมโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์อัตโนมัติขั้นสูงในนครเซี่ยงไฮ้ ประเทศ จีน
ภาพที่เห็นคือสายการผลิตที่แทบไม่มีคนงาน สะท้อนถึงระดับเทคโนโลยี ความเร็ว และต้นทุนที่คู่แข่งจีนสามารถทำได้อย่างเหนือชั้น จนเจ้าตัวเอ่ยออกมาตรง ๆ เพียงสั้น ๆ ว่า “เราไม่มีโอกาสที่จะสู้กับสิ่งนี้ได้”
.
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่คำยอมรับ แต่คือ “ทิศทางหลังจากนั้น”
แทนที่ฮอนด้าจะเลือกเดินตามสูตรสำเร็จของผู้ผลิตจีน ทั้งการเร่งระบบอัตโนมัติ ลดต้นทุนแรงงาน หรือพัฒนาโมเดลให้เร็วขึ้นแบบก้าวกระโดด บริษัทกลับเลือก “หันกลับไปหาตัวเอง”
ย้อนกลับไปในยุค 1960 โซอิจิโร ฮอนด้า ผู้ก่อตั้ง ได้ตั้งหน่วยวิจัยและพัฒนา (R&D) แบบอิสระ โดยให้เสรีภาพกับวิศวกรอย่างเต็มที่ จนนำไปสู่การพัฒนาเครื่องยนต์ CVCC ซึ่งทำให้ Honda Civic สามารถผ่านมาตรฐานไอเสียของสหรัฐฯ ได้ ทั้งที่ผู้ผลิตรายอื่นมองว่า “เป็นไปไม่ได้”
แต่แนวทางดังกล่าวถูกยุติลงในปี 2020 เพื่อควบคุมต้นทุน
วันนี้ เมื่อเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ฮอนด้าตัดสินใจ “นำมันกลับมาอีกครั้ง” โดยมีการโยกย้ายวิศวกรหลายพันคนเข้าสู่หน่วย R&D อิสระใหม่ เพื่อเร่งนวัตกรรมและเพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนา
ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์จีนอย่าง BYD และ NIO สามารถเปิดตัวรถรุ่นใหม่ได้ภายใน 18-24 เดือน ฮอนด้ายังใช้เวลานานเกือบเท่าตัว
แรงกดดันดังกล่าวสะท้อนผ่านยอดขายในจีนที่ลดลงจากราว 1.6 ล้านคันในปี 2020 เหลือประมาณ 640,000 คันในปี 2025
อย่างไรก็ตาม คำตอบของฮอนด้าไม่ใช่การ “กลายเป็นจีน” แต่คือการ “เป็นญี่ปุ่นให้มากขึ้น”
-เพิ่มอิสระให้วิศวกร
-เพิ่มนวัตกรรมจากภายใน
-และกลับไปสู่ DNA ที่เคยสร้างชื่อเสียงให้แบรนด์
นี่จึงไม่ใช่แค่การปรับกลยุทธ์ธุรกิจ แต่คือการประกาศจุดยืนว่า ญี่ปุ่นจะสู้กลับ…ไม่ใช่ด้วยการลอกเลียนแบบ แต่ด้วยการจดจำว่าตัวเองเป็นใครอีกครั้ง