xs
xsm
sm
md
lg

‘รับสร้างบ้าน’ถอยเพื่อรอด! THBAเตือนอันตราย!สงครามดันน้ำมันแตะ 50 บาท แนะรัฐลดภาษีฯ-หั่นงบโปรเจกต์โยกอุ้มSME

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



วิกฤตเรื่องราคาพลังงานที่ผันผวนไปทั่วโลก จากเรื่องความขัดแย้ง จนนำไปสู่สงครามระหว่างอิสราเอล สหรัฐฯ กับ อิหร่าน ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันดินที่จะนำมาใช้ในกระบวนการผลิต ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าหลายเท่าตัว ส่งผลต้นทุนการผลิตต่างๆ ที่ต้องขยับขึ้น รวมถึงเริ่มมีการขาดแคลนน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่วนหนึ่ง มีการ “กักตุนน้ำมัน” เพื่อหาผลประโยชน์จากราคาขายปลีกที่สูงขึ้นอย่างมหาศาล

ซึ่งฟาก ‘ธุรกิจ’ ต่างๆ เริ่มประสบเรื่องของต้นทุนการขนส่ง ต้นทุนวัตถุดิบ ต้นทุนพลังงานที่มากระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนทำให้แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อเริ่มปรับสูงขึ้น และอาจเป็นปัจจัยกดดันต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศได้

เสียงเรียกร้องเริ่มถูกส่งผ่านออกมาจากสมาคมต่างๆ เช่น สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (TCA) โดย ลิซ่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมฯ ได้รายงานสถานการณ์ต่อประเด็นร้อน "ราคาน้ำมันและวัสดุก่อสร้างขึ้นราคา"ผ่านเฟซบุ๊คของสมาคมฯ “ หยุดงาน ทิ้งงาน หรือ ไปต่อแล้วตายเอาดาบหน้า !! ….” เป็นคำถามที่ผู้ประกอบการก่อสร้างทั้งภาครัฐและเอกชนทุกคน ตั้งคำถามในวันนี้ เนื่องจากเป็นผลจากราคาที่สูงตามขึ้นมา โดยผลจากน้ำมันดีเซลขึ้นไปสูง สินค้าทุกชนิดปรับราคาขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ราคายางมะตอยและ asphalt concrete ปรับขึ้นกว่า 1.5 เท่า ราคาเหล็กเส้น ปรับขึ้นอย่างน้อย 4.5 บาทต่อกิโลกรัม ไม่รวมค่าขนส่งและในราคานี้ไม่มีของ

ราคาปูนซิเมนต์ผสมเสร็จ ปรับขึ้นคิวละ 300-450 บาท และ CPAC ให้ข้อมูลว่าทุกๆ 1 บาทที่น้ำมันขึ้นราคา ต้นทุนการผลิตจะเพิ่มขึ้น 40 บาทต่อคิว และยังไม่มีทีท่าจะหยุด หากน้ำมันปรับขึ้นต่อ ราคาขนส่ง รถเทรเลอร์ 30 ตัน ที่ supplier บางรายแจ้งขอขึ้นราคาอีก 30,000 บาทต่อเที่ยวในกรุงเทพ และสูงสุด 78,000 บาทต่อเที่ยวเมื่อส่งไปภาคใต้ หากส่งไปจังหวัดสมุยจะเพิ่มขึ้นเป็น 90,000 บาทต่อเที่ยว

ซึ่งคลื่นยักษ์สึนามิที่เข้ามากระแทกต่อภาคธุรกิจก่อสร้างนั้น ในฟากของ งานก่อสร้าง ที่ทั้งภาคเอกชนกับเอกชน และ งานเอกชนกับงานภาครัฐ ก็ล้วนมีผลกระทบที่ต่างกัน เช่น สัญญางานก่อสร้างระหว่างเอกชนกับเอกชนไม่มีค่าความผันผวนของวัสดุ (ค่าK) ในสัญญาจ้าง ดังนั้นความผันผวนด้านราคาใดๆที่เกิดขึ้นจึงมักโยนให้ผู้ประกอบการเป็นผู้รับผิดชอบและรับความเสี่ยงทั้งหมด

“ได้รับเรื่องร้องว่า เจ้าของโครงการเอกชนหลายแห่ง ยังยืนยันที่จะบังคับใช้ราคาและระยะเวลาก่อสร้างตามสัญญาเดิม พูดง่ายๆว่า ถ้าช้าก็ขอปรับตามสัญญา และขอไม่รับรู้ถึงปัญหาน้ำมัน การขนส่งและการขึ้นราคาสินค้า!!”

ส่วนของงานก่อสร้างภาครัฐ ใช่ว่าการที่มีเรื่องของค่าผันผวนของวัสดุก่อสร้าง (ค่าK) แต่ในข้อเท็จจริง เป็นสูตรที่ทำมาตั้งแต่ปี 2532 ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันและวัสดุก่อสร้างในระดับนี้ ในสูตรค่าK หลายสูตร ไม่มีดัชนีราคาน้ำมันในสูตร ในสูตรค่าK ผู้ประกอบการจะต้องรับภาระความผันผวน 4% แรก เป็นต้น

ทางออกตอนนี้ ออกกฎหมาย หรือ พระราชกำหนด หรือระเบียบใดๆด่วนที่สุดที่ครอบคลุมสัญญางานเอกชนทุกประเภท (ไม่เฉพาะงานก่อสร้าง)ให้ถือสถานการณ์นี้เป็นเหตุสุดวิสัย (force majeure) เพื่อขยายอายุสัญญา สำหรับงานภาครัฐ ขอให้มีการขยายอายุสัญญาโดยไม่ต้องใช้ดุลยพินิจ ขอให้ภาครัฐพิจารณาช่วย subsidize ค่าขนส่งและค่าวัสดุก่อสร้างที่ปรับเพิ่ม

“ในข้อเท็จจริง ดิฉันไม่อยากชวนให้หยุดงานหรือทิ้งงาน แต่หากไม่ได้รับการตอบสนองหรือช่วยเหลือใดๆจากภาครัฐอย่างเร่งด่วนที่สุด ผู้ประกอบการก็อาจไม่สามารถทนอยู่ต่อไปได้ เข้าข่ายต้องรักษาชีวิตตัวเองก่อนที่จะช่วยคนอื่น การหยุดงานหรือทิ้งงานจึงเป็นสิ่งที่อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้”

พายุเพอร์เฟกต์สตรอม
น้ำมันแพง ต้นทุนพุ่ง สัญญาผูกมัด


ในฟากของธุรกิจรับสร้างบ้าน ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน ซึ่งพิจารณา สัญญาที่มีการเซ็นไปก่อนหน้านี้ ภายใต้ต้นทุนที่ยังไม่มีเรื่องของราคาน้ำมัน แต่ปัจจุบันต้นทุนปรับเปลี่ยนสูงขึ้นไปมาก ทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจรับสร้างบ้าน เริ่มกำลังกังวลที่จะกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ประกอบกับก่อนหน้านี้ ด้วยสงครามราคาที่รุนแรง ยิ่งจะทำให้ ผู้ประกอบการรับสร้างบ้าน อาจจะมีกำไรที่บางลงไปอีกได้!

ล่าสุด สมาคมไทยรับสร้างบ้าน (Thai Home Builders Association: THBA) ออกแถลงการณ์ด่วนถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชี้ชัดผลกระทบลูกโซ่จากราคาน้ำมัน ที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ต้นทุนก่อสร้างทะยานขึ้นแบบควบคุมไม่ได้ ในขณะที่ภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านครึ่งปีแรกจ่อวิกฤต มูลค่าหายไปกว่าครึ่ง พร้อมแนะผู้ประกอบการเปลี่ยนโหมดจากการ “รุก” มาเป็น“รับ”เพื่อรักษาเสถียรภาพ ธุรกิจก่อนจะล้มละลายกันทั้งระบบ


นายนิรัญ โพธิ์ศรี นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป (กรุงเทพ) จำกัด เปิดเผยถึงการประเมินสถานการณ์ล่าสุดว่า "เรากำลังเผชิญกับพายุเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี หากสถานการณ์สงครามอ่าวฯ ยังไม่ยุติลงภายในเร็ว ๆ นี้ และราคาน้ำมันดีเซลพุ่งทะยานทะลุ 50 บาทต่อลิตร จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อ 'ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง' อย่างรุนแรง โดยเฉพาะวัสดุในกลุ่มเหล็ก ปูนซีเมนต์ และกระเบื้อง ซึ่งต้องใช้พลังงานสูงในกระบวนการผลิตและการขนส่ง"

สมาคมฯ ประเมินว่า ผู้ประกอบการรับสร้างบ้านจะต้องแบกรับค่าขนส่งและต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 8-12% จากประมาณการเดิม ทว่าความยากลำบากที่สุดคือ "เพดานราคา" เนื่องจากบ้านส่วนใหญ่เป็นการทำสัญญารับเหมาแบบราคาคงที่ (Fixed Price) ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับราคาตามต้นทุนที่แท้จริงได้ กลายเป็นสภาวะ "เข้าเนื้อ" ในทุกไซต์งานที่กำลังดำเนินการอยู่


กำลังซื้อชะงักตัว: ผู้บริโภคถอยตั้งหลัก ตลาดวูบ 50%

สำหรับฝั่งอุปสงค์หรือกำลังซื้อผู้บริโภค นายกสมาคมฯ ระบุว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคดิ่งลงเหวอย่างเห็นได้ชัด โดยพบสัญญาณอันตราย 3 ประการ

1. การชะลอการตัดสินใจ: ลูกค้าที่อยู่ระหว่างเจรจาพับแผนการสร้างบ้านไว้ชั่วคราว เพื่อสำรองเงินสดไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน

2.การลดขนาด (Downsizing): ลูกค้าที่มีความจำเป็นต้องสร้างบ้าน เปลี่ยนแบบจากบ้านหลังใหญ่เป็นบ้านขนาดเล็ก หรือตัดฟังก์ชันที่ไม่จำเป็นออกเพื่อคุมงบประมาณ

3.การเข้าถึงสินเชื่อยากขึ้น: สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยกู้เนื่องจากมองว่าอุตสาหกรรมก่อสร้างมีความเสี่ยงสูง

"สมาคมฯ คาดการณ์ว่า มูลค่าตลาดรับสร้างบ้านในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ จะปรับตัวลดลงรุนแรงเกินกว่า 50% หรือหายไปกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าตลาดรวมปีที่ผ่านมา" นายนิรัญ กล่าวด้วยความกังวล


ย้อนรอยวิกฤตต้มยำกุ้ง: บทเรียนราคาแพงที่อาจซ้ำรอย

นายสิทธิพร สุวรรณสุต กรรมการกิตติมศักดิ์ ชี้ว่าประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ "ระยะเวลา" ของสงคราม หากเหตุการณ์ยืดเยื้อเกินกว่า 6 เดือน อาจส่งผลกระทบรุนแรงจนเกิดภาวะ "โดมิโนล้ม" ในภาคธุรกิจรับสร้างบ้าน ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่ทำให้บริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำในขณะนั้นต้องปิดตัวลงเกือบหมดตลาด เนื่องจากขาดสภาพคล่องและไม่สามารถบริหารจัดการหนี้สินที่เกิดจากต้นทุนที่พุ่งสูงฉับพลันได้

“คิดดู นี้แค่ ก๊อกแรกจากปัญหาเรื่องวิกฤตน้ำมันที่ขาดแคลน แค่ขนส่งน้ำมันไม่ได้ ราคาพุ่งสูงขึ้นมากอย่าลืมว่า ผลจากสงคราม มีการทำลายแหล่งขุดเจาะน้ำมัน คลังน้ำมัน ตรงนี้ เชื่อได้เลยว่า การซ่อมแซมต้องตามมา หยุดการผลิต คงไม่ใช่แค่ 1 -2 เดือนจะเสร็จ ถ้าลากไปถึง 1 ปี ปริมาณน้ำมันที่จะถูกส่งออกมาลดลงอีก วิกฤตเรื่องน้ำมันแพงก็ยังไม่จบ ราคาวัสดุก่อสร้างจะยังคงขยับปรับราคาขึ้นอีก จากปัจจุบันที่ผู้ผลิตทุกราย ได้ประกาศขึ้นราคามาแล้ว ผลที่จะตามมา จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง ชะลอตัวลงมากกว่าเดิม ”นายสิทธิพร กล่าว


5 กลยุทธ์ "ถอยเพื่อรอด" สำหรับผู้ประกอบการ

เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย สมาคมไทยรับสร้างบ้านได้ประกาศแนวทางปฏิบัติฉุกเฉินให้แก่สมาชิกและผู้ประกอบการทั่วไป ดังนี้

1.หยุดการเร่งยอดขาย (Cease Aggressive Sales): การอัดโปรโมชั่นลดราคา เพื่อดึงยอดขายในขณะที่ต้นทุนไม่นิ่ง คือการฆ่าตัวตายทางธุรกิจ นาทีนี้ความเสี่ยงสูงกว่าโอกาสเติบโต

2.ผ่าโครงสร้างต้นทุนภายใน (Internal Cost Audit): กลับมาสำรวจจุดอ่อนและค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยภายในองค์กร เร่งอุดรอยรั่วที่ทำให้เกิดการสูญเสียวัสดุในไซต์งาน

3. เจรจาพันธมิตรคู่ค้า (Supplier Management): สร้างความร่วมมือกับซัพพลายเออร์วัสดุก่อสร้าง เพื่อล็อกราคาวัสดุที่จำเป็นหรือหาทางเลือกใหม่ ๆ ที่คุ้มค่ากว่า

4. เน้นงานบริการและคุณภาพ (Quality over Quantity): หันมาดูแลลูกค้าในมือให้ดีที่สุด เพื่อป้องกันการทิ้งงานหรือการฟ้องร้อง ซึ่งจะซ้ำเติมวิกฤตให้หนักกว่าเดิม

5. บริหารกระแสเงินสด (Cash Flow is King): รักษาสภาพคล่องไว้ให้มากที่สุด เตรียมแผนสำรองหากสถาบันการเงินชะลอการสนับสนุน

ขอเสนอรัฐลดภาษี-ลดโครงการที่ไม่จำเป็น

นายสิทธิพร กล่าวว่าในภาวะที่วิกฤตแบบนี้ เรื่องการขาดแคลนพลังงาน มีผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศ ต่อการบริโภคในประเทศ ภาคธุรกิจประสบปัญหาในการดำเนินธุรกิจ รัฐบาลต้องแก้สถานการณ์ให้ทันเหตุการณ์ ซึ่งในหลายประเทศมีการลดภาษีลง ส่งผลดีโดยตรงกับภาคธุรกิจ ประชาชน เพื่อลดภาระและไม่ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)บางแห่ง ไม่เก็บภาษีหน้าปั๊ม แม้จะไม่ใช่ตัวเลขที่มาก แต่ถือว่า มีการจัดการแก้ปัญหาที่เป็นอยู่

หรือ โครงการต่างๆของภาครัฐที่ยังไม่ใช่โครงการเร่งด่วนและจำเป็น ควรปรับลดงบประมาณ หรือ ชะลอโครงการไปก่อน เพื่อนำงบประมาณเหล่านี้ มารองรับวิกฤต หรือ สนับสนุนให้กับภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ที่กำลังเดือดร้อน เช่น ข้อจำกัดการเข้าสินเชื่อ ยอดขายสินค้าที่ลดต่ำลง เพื่อต่อลมหายใจให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี เพื่อไม่ให้ “ธุรกิจเงินช็อต”!

นายสิทธิพร กล่าวว่า ในส่วนของธุรกิจรับสร้างบ้าน พีดี เฮ้าส์ ได้ปรับแผนรับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น โดยได้ดำเนินการปัดฝุ่นแบรนด์ลูก AQ Home เน้นตลาดแมสและกลุ่มกำลังซื้อต่างจังหวัดที่ต้องการบ้านขนาดเล็กลงแต่ยังคงคุณภาพดี การแจ้งไปทุกสาขาระงับรายการโปรโมชั่น "PD Express 2026 โปรด่วนขบวนสุดท้าย" ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป (จากเดิมจะสิ้นสุด เม.ย.นี้) การพัฒนาบุคลากร จัดอบรมพนักงานใหม่รุ่นที่ 49 (สถาปนิก ผู้ควบคุมงาน) และประชุมผู้จัดการสาขา 1/2569 เพื่อพัฒนามาตรฐานมาตรฐานการบริการและงานก่อสร้างให้เป็นอันดับ 1 รวมถึง การยกระดับบริการ นำซอฟต์แวร์ CRM ออนไลน์มาใช้เสริมแกร่งทีมขาย (ที่ปรึกษางานขาย-ผู้จัดการศูนย์ฯ) เพื่อให้บริการก่อน-หลังการขายดียิ่งขึ้น

“เราไม่รู้ว่า วิกฤตจะจบเมื่อไหร่ จบแบบไหน ธุรกิจรับสร้างบ้านตอนนนี้ ต้นทุนปรับขึ้นมาแล้ว ส่วนออเดอร์สร้างบ้านใหม่ หรือ กำลังซื้อ หายไปเลย ลูกค้าใหม่ที่จะไปต่อ หรือ ตัดสินใจสร้างบ้านในต้นทุนใหม่ที่สูงขึ้น จะรับได้แค่ไหน ผู้ประกอบการที่รับออเดอร์มา จะประเมินความเสี่ยงได้มากแค่ไหน ตอนนี้ ต้นทุนขึ้นมาไม่น้อยกว่าน้อยกว่า 10-12 และยังมีแนวโน้มขยับขึ้นมาอีก ดังนั้น เรา ในฐานะผู้ประกอบการรายใหญ่ ก็ยังต้องปรับตัว เตรียมพร้อมทุกๆด้าน รับมือวิกฤตที่จะตามมาอีกระลอก ”นายสิทธิพร กล่าว

บทสรุป: บททดสอบความแกร่งของภาคธุรกิจ

"สิ่งที่อยากเน้นย้ำคือ นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาแข่งขันกันว่า ใครจะมียอดขายสูงสุด แต่เป็นเวลาที่เราต้องช่วยกันพยุงภาพรวมธุรกิจรับสร้างบ้านให้รอดพ้นจากปากเหว ผู้ประกอบการต้องกล้าที่จะยอมรับความจริง ปรับตัวให้เร็ว และเลิกวิ่งไล่ตามตัวเลขยอดขายที่จับต้องไม่ได้ในสภาวะสงครามเศรษฐกิจเช่นนี้" นายสิทธิพร กล่าวทิ้งท้าย