xs
xsm
sm
md
lg

GULFชี้กระทบน้อยจากสงครามตะวันออกกลาง จ่อลงทุนธุรกิจเรือขนLNG-จี้รัฐสกัด “ดาต้าเซ็นเตอร์ศูนย์เหรียญ”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“กัลฟ์ “ลั่นได้รับผลกระทบไม่มากจากสงครามตะวันออกกลาง เหตุนำเข้าLNGจากตะวันออกกลางน้อย มีเพียงเรือขนLNG 1ลำที่ออกมาไม่ได้ แต่จัดหาจากไนจีเรียทดแทนแล้ว จี้รัฐสกัดกลุ่ม”ดาต้า เซ็นเตอร์”ต่างชาติที่ทะลักเข้าไทย มาจองที่ดิน-ใช้ไฟฟ้าและน้ำแต่ไม่ได้ช่วยกระตุ้นศก.ประเทศ เปรียบเหมือนทัวร์ศูนย์เหรียญ ปิดประตูลงทุนโครงการมอเตอร์เวย์เพิ่มเติม แต่เล็งขยายการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและธุรกิจเรือขนส่งLNGในยุโรป

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยว่า บริษัทไม่ได้รับผลกระทบมากจนเกินไปจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง เนื่องจากบริษัทมีการจัดหาและนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)หลายแหล่ง ไม่ใช่แค่ตะวันออกกลาง จึงไม่มีความเสี่ยงด้านซัพพลาย มีเพียงแค่เรือขนส่งLNG 1ลำที่ยังติดค้างอยู่ในตะวันออกกลางไม่สามารถขนส่งมาได้ แต่บริษัทได้มีการจัดหาLNGจากแหล่งอื่นคือ ไนจีเรียมาชดเชยแล้ว ส่วนระยะกลางและระยะยาว การจัดหาและนำเข้าLNGเพื่อป้อนโรงไฟฟ้าไม่มีปัญหา

ส่วนด้านราคาก็ปรับตัวผันผวนไปตามตลาดเป็นการปรับราคาตามปกติไป ส่วนที่จะมีผลกระทบบ้างคือค่า Ft ที่จะเกิดขึ้นกรณีรัฐบาลไม่ปรับขึ้นค่า Ftให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง จึงกระทบต่อค่าไฟฟ้าที่ขายให้กับลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรม (IU) ซึ่งจะกินเนื้อในส่วนของผลประกอบการของบริษัทบ้างแต่ไม่มาก เพราะบริษัทขายไฟให้ลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมเพียง 7%

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตอัตราค่าไฟจะมีความมั่นคงมากขึ้น ซึ่งรัฐมีการเปิดประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 4-5 พันเมกะวัตต์ในช่วงที่ผ่านมา ข้อดีทำให้โลกสะอาดขึ้น ต้นทุนถูกลง แต่ไม่ค่อยเสถียรภาพเพราะพลังงานแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าได้เพียง4-6ชั่วโมง/วัน เว้นแต่มีแบตเตอรี่กักเก็บซึ่งมีราคาแพง ส่วนพลังงานลมก็ขึ้นอยู่กับจังหวะ ดังนั้นจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าก๊าซฯมาช่วยรักษาความสมดุลกับพลังงานหมุนเวียน

ด้านผลกระทบทางอ้อมอาจมีผลต่อบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC บ้างในเรื่องกำลังซื้อที่หดหายไป ส่วนด้านอื่นๆไม่น่ามีอะไร เพราะ GULF และ ADVANC ได้มีการออกพันธบัตรไว้ล่วงหน้าก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลาง เชื่อว่าภาพใหญ่คงไม่ได้มีผลกระทบอะไรที่เป็นนัยสำคัญมากนัก 

 


นายสารัชถ์ กล่าวว่า ขณะนี้ธุรกิจศูนย์ข้อมูล( Data Center) ที่เข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มมากขึ้นมี2-3ประเภท คือ Data Center ระดับไฮเปอร์สเกล เช่น Amazon , Google, Microsoft และ TikTok กับอีกกลุ่มที่น่ากังวล คือData Center ที่มาจากต่างประเทศจำนวนมากที่มาจองพื้นที่ ซื้อไฟฟ้าและใช้น้ำ แต่นำเข้าวัสดุจากต่างประเทศทั้งหมด กำไรส่งออกนอกประเทศไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจหรือสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทย แต่เป็นการเพิ่มต้นทุนให้ประเทศโดยไม่มีความจำเป็น คล้ายกับทัวร์ศูนย์เหรียญ ดังนั้นภาครัฐบาลต้องเข้ามาหาทางจัดการอะไรซักอย่าง

ปัจจุบันกัลฟ์มีการเปิดสำนักงานในอังกฤษเพื่อดูเรื่องการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในทวีปยุโรป จากปัญหาวิกฤติน้ำมัน ทำให้หลายประเทศกลับมาทบทวนเรื่องพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ซึ่งยุโรปก็มีหน่วยงานกำกับดูแลที่ค่อนข้างแข็งแรง คาดว่าจะมีการขยายตัวการลงทุนประเทศในแถบยุโรปและอังกฤษเพิ่มมากขึ้น โดยบริษัทอยู่ระหว่างศึกษาพลังงานลมหลายโครงการทั้งในประเทศสหรัฐฯ,ยุโรป และอังกฤษ


นอกจากนี้ บริษัทมองหาโอกาสในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ LNG นอกเหนือจากการจัดตั้ง LNG Terminal และการนำเข้า LNG จากต่างประเทศแล้ว คาดว่าจะมีการดำเนินธุรกิจเรือขนส่ง LNG ด้วย ซึ่งจะเป็นธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นมาและคิดว่าในอนาคตจะเป็นส่วนที่ทำรายได้ได้มากขึ้น

นายสารัชถ์ กล่าวต่อไปว่า บริษัทฯไม่มีแผนเพิ่มการลงทุนถือหุ้นธนาคารกสิกรไทย (KBANK )เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันถืออยู่9.9%
เช่นเดียวกับการถือหุ้นในโครงการมอเตอร์เวย์ M81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ซึ่งไม่ใช่ธุรกิจหลักของกัลฟ์จึงไม่มีการลงทุนเพิ่มเติมอีก

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการปี2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้โตขึ้น 10-15% จากปีก่อน โดยมีโรงไฟฟ้าเปิดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) เกือบ 700เมกะวัตต์ (MW) แบ่งเป็นโครงการโซลาร์ฟาร์ม 10 โครงการ และโครงการโซลาร์แบตเตอรี่ 2 โครงการ รวมกว่า 600 MW รวมถึงโครงการขยะชุมชนที่จังหวัดเชียงใหม่ 10 MW นอกจากนี้ยังมีโครงการโซลาร์รูฟท็อปที่ทยอยเปิดไปจนถึงช่วงสิ้นปี2569


ขณะที่รายได้ที่จะเติบโตมากขึ้นมาจากโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐฯ ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟมากขึ้นจากธุรกิจ Data Center รวมถึงการรับรู้รายได้จากธุรกิจ Data Center ในประเทศไทยที่บริษัทได้เปิดดำเนินการไปแล้วในช่วงกลางปีที่ผ่านมา

"ปีนี้คงไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมา ซึ่งปีนี้ธุรกิจหลักที่บริษัทเน้น คือ Data Center" นายสารัชถ์ กล่าว

ส่วนแผนออกหุ้นกู้ในปี2569 ประมาณ 70,000 ล้านบาท โดยในช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาออกหุ้นกู้ไปแล้ว 35,000 ล้านบาท และช่วงกลางปีนี้จะมีการออกหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์ในต่างประเทศอีก 15,000 ล้านบาท รวมถึงออกหุ้นกู้สกุลเงินบาทในช่วงกลางเดือน ต.ค.69 อีกประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยจะเสนอขายให้กับสถาบันการเงินและประชาชนทั่วไป


ปัจจุบันบริษัทมี D/E อยู่ที่ระดับ 0.9 เท่า ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ำมาก เนื่องจากมีการควบรวมกับ INTUCH ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมาก จึงทำให้บริษัทสามารถขยายการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ได้ต่อไป ส่วนต้นทุนด้านเงินกู้ของทั้งกลุ่มบริษัทอยู่ที่ระดับ 3% เป็นดอกเบี้ยคงที่ 95% และลอยตัวระดับ 5% จึงไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น


อย่างไรก็ตามยอมรับปัจจุบันอัตราหนี้สินต่ออิบิด้า (Net Debt to EBITDA) ของบริษัทอยู่ในระดับค่อนข้างสูง เนื่องจากมีโครงการที่อยู่พัฒนาจำนวนหลายโครงการ ซึ่งแต่ละโครงการต้องใช้เวลาก่อสร้างหลายปี ทำให้มีหนี้เงินกู้สูง แต่เมื่อโครงการเปิดดำเนินการแล้วบริษัทจะรับรู้กระแสเงินสดจะทำให้ Net Debt to EBITDA ของบริษัทลดลงเริ่มตั้งแต่ปี 71 เป็นต้นไป