xs
xsm
sm
md
lg

CIA เร่งเครื่องพัฒนา AI เสริมทัพข่าวกรอง สู้ศึกสายลับและคู่แข่งจีน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


ไมเคิล เอลลิส (ขวา) พูดคุยกับ แอนโทนี่ พอมพลิอาโน (ซ้าย) เกี่ยวกับบทบาทของ Bitcoin และ AI ในความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ที่มา: แอนโทนี่ พอมพลิอาโน
สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ เดินหน้าติดอาวุธปัญญาประดิษฐ์เต็มสูบ ประกาศฝัง "เอไอผู้ช่วยงานอัจฉริยะ" เข้าสู่แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลทุกช่องทางภายในสองปีข้างหน้า เพิ่มขีดความสามารถการจับสายลับและคาดการณ์ท่าทีศัตรู ควบคู่ไปกับการส่งสัญญาณเตือนไม่ให้ตกเป็นเชลยเทคโนโลยีของบริษัทเอกชนรายใดรายหนึ่ง ท่ามกลางสมรภูมิทางกฎหมายที่ดุเดือดกับบริษัท Anthropic และการจับตามองของคู่แข่งจีนที่ไล่บี้เข้ามาติดๆ

ในความเคลื่อนไหวที่ตอกย้ำถึงบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ในมิติความมั่นคงระหว่างประเทศ สำนักข่าวกรองกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (CIA) ได้ประกาศแผนการเชิงรุกที่จะบูรณาการ "ผู้ช่วยคนสนิทที่เป็นเอไอ" หรือ AI Co-workers เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิเคราะห์ข่าวกรองโดยตรง เป้าหมายเพื่อยกระดับศักยภาพของเจ้าหน้าที่ในการตรวจจับปฏิบัติการของสายลับต่างชาติ และคาดการณ์ท่าทีเชิงรุกของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด

นายไมเคิล เอลลิส (Michael Ellis) รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลาง เปิดเผยในระหว่างการเสวนาซึ่งจัดโดยโครงการ Special Competitive Studies Project ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) ว่า "ภายในระยะเวลาไม่กี่ปีนับจากนี้ เราจะมีผู้ช่วยเอไอที่เสมือนเพื่อนร่วมงานฝังตัวอยู่ในแพลตฟอร์มวิเคราะห์ทั้งหมดของหน่วยงาน มันจะเป็นดั่งโมเดลเจเนอเรทีฟเอไอฉบับชั้นความลับ ซึ่งจะเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระงานขั้นพื้นฐานของนักวิเคราะห์ของเรา"

รายงานจาก Politico ระบุว่าเอลลิสได้ให้ภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าบทบาทของเอไอนั้นจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่การประมวลผลข้อมูลดิบ แต่จะวิเคราะห์เชิงลึกไปถึงงานเชิงยุทธศาสตร์ขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็น การช่วยร่างข้อวินิจฉัยสำคัญ (Key Judgments) การทดสอบสมมติฐานของข้อสรุปเชิงวิเคราะห์ ไปจนถึงการระบุแนวโน้มและรูปแบบความสัมพันธ์ที่ซ่อนอยู่ในข้อมูลมหาศาลที่หน่วยงานกรองข่าวกรองมาจากทั่วทุกมุมโลก

อย่างไรก็ดี เอลลิสยืนยันในหลักการควบคุมของมนุษย์อย่างเด็ดขาดว่า อำนาจในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายที่มีผลต่อชีวิตและความมั่นคงของชาติจะยังคงอยู่ในมือของมนุษย์เท่านั้น โดยเอไอจะเป็นเพียงกลไกสนับสนุนที่ทรงพลัง ไม่ใช่ผู้กุมบังเหียนการตัดสินใจ

บริบทของความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ร้อนระอุระหว่างกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กับบริษัทผู้พัฒนาเอไอชั้นนำอย่าง Anthropic แม้ว่า Anthropic จะมีสัญญามูลค่าสูงถึง 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กับกระทรวงกลาโหม แต่บริษัทกลับออกมาขีดเส้นห้ามนำผลิตภัณฑ์เรือธงอย่าง Claude ไปใช้ในภารกิจการสอดแนมมวลชนภายในประเทศ (Mass Domestic Surveillance) หรือใช้ควบคุมอาวุธปล่อยอัตโนมัติเต็มรูปแบบ

จุดยืนดังกล่าวนำไปสู่มาตรการตอบโต้ที่ดุเดือด เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ลงนามคำสั่งในเดือนมีนาคม พุทธศักราช 2568 ให้หน่วยงานรัฐบาลกลางระงับการใช้เทคโนโลยีของ Anthropic ในทันที ตามด้วยการที่กระทรวงกลาโหมขึ้นบัญชี Anthropic ว่าเป็นความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานด้านความมั่นคง โดยล่าสุดเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ได้มีคำพิพากษายกคำร้องขอฉุกเฉินของ Anthropic ที่ต้องการให้ระงับป้ายสถานะ "ความเสี่ยง" ดังกล่าวไว้ชั่วคราว ทำให้ข้อพิพาททางกฎหมายระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะยุติ

ท่ามกลางบรรยากาศของสมรภูมิทางกฎหมายและเทคโนโลยีนั่นเอง ถ้อยแถลงของเอลลิสจึงทรงพลังยิ่งขึ้นเมื่อเขาเปรยเป็นนัยถึงกรณี Anthropic โดยไม่เอ่ยชื่อบริษัทโดยตรงว่า "เรา (CIA) ไม่สามารถยอมให้ความไม่แน่นอนหรือเจตนารมณ์ของบริษัทเอกชนเพียงแห่งเดียว มาฉุดรั้งหรือเป็นข้อจำกัดต่อศักยภาพของเราได้" ประโยคนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐในการรักษาอธิปไตยทางเทคโนโลยีข่าวกรองของตนเองอย่างชัดเจน

นอกเหนือจากแผนการติดตั้ง AI Co-worker แล้ว หน่วยงานข่าวกรองสหรัฐได้เริ่มนำเอไอมาปรับใช้ในภารกิจจริงแล้วในระดับที่มีนัยสำคัญ โดยเอลลิสเผยว่าในปีพุทธศักราช 2568 ที่ผ่านมา CIA ได้ดำเนินโครงการทดสอบและพัฒนาเอไอไปแล้วประมาณ 300 โครงการ ครอบคลุมตั้งแต่การกลั่นกรองชุดข้อมูลขนาดมหึมา (Large Data Sets) การแปลภาษาเพื่อทำลายกำแพงการสื่อสารของศัตรู ไปจนถึงการผลิตเอกสารข่าวกรองที่สร้างขึ้นโดยเอไอเป็นครั้งแรกของหน่วยงานแล้ว พร้อมคาดการณ์ว่าบทบาทของเอไอในระบบงานข่าวกรองจะยิ่งทวีความสำคัญขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคตอันใกล้

แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ CIA ต้องเร่งเครื่องพัฒนาเอไอให้เร็วกว่าใคร โดยเฉพาะคู่แข่ง จากจีนแผ่นดินใหญ่ เอลลิสยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าช่องว่างทางเทคโนโลยีที่สหรัฐฯ เคยทิ้งห่างจีนอย่างขาดลอยในอดีตได้ถูกบีบให้แคบลงอย่างน่าใจหาย

"เมื่อห้าถึงสิบปีก่อน จีนยังเทียบชั้นกับอเมริกาในด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีไม่ได้เลยแม้แต่น้อย" รองผู้อำนวยการซีไอเอกล่าว "แต่คำกล่าวนั้นไม่เป็นจริงอีกต่อไปแล้วในวันนี้"

ในอีกด้านหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการเงินและสินทรัพย์ดิจิทัลเอลลิส ซึ่งแสดงความเห็นในอีกวาระหนึ่งเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ได้ชี้ให้เห็นถึงความโปร่งใสของเครือข่าย บิทคอยน์ และสกุลเงินคริปโต ในฐานะเครื่องมือด้านความมั่นคงแห่งชาติ โดยระบุว่าหน่วยงานกำลังใช้ประโยชน์จากการตรวจสอบข้อมูลบนบล็อกเชนเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการต่อต้านข่าวกรอง (Counterintelligence)

"นี่คืออีกหนึ่งสมรภูมิของการแข่งขันทางเทคโนโลยี ซึ่งเราจำเป็นต้องทำให้แน่ใจว่าสหรัฐอเมริกาจะอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบเหนือจีนและฝ่ายตรงข้ามรายอื่นๆ" เอลลิสกล่าวทิ้งท้ายในประเด็นสินทรัพย์ดิจิทัล