การประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธานเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ได้เรียกตัวแทน 6 โรงกลั่นมาหารือ (บางโรงกลั่นไม่มาร่วมประชุม) ก่อนทุบโต๊ะใช้อำนาจตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 โดยกบง.มีมติให้ลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซล บี7 และ บี20 ลง 2 บาทต่อลิตรเพื่อมาลดราคาขายปลีกดีเซลหน้าปั๊ม เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.นี้ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
การลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซลบี7และบี20 ลิตรละ 2บาทส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊ม ปรับลดลง 2.14 บาทต่อลิตร ส่วนสถานการณ์ตลาดโลกช่วงนี้มีสัญญาณคลี่คลายด้านความขัดแย้ง อาจทำให้ราคาน้ำมันปรับลดลงต่อเนื่อง และมีโอกาสเห็นราคาน้ำมันที่ถูกลงก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์
นายเอกนัฏ กล่าวย้ำว่าสูตรอ้างอิงราคาตลาดกลางสิงคโปร์รูปแบบใหม่นี้ เป็นแบบสิงคโปร์ดิสเคาท์ คือราคาอ้างอิงสิงคโปร์แต่มีการหักลบผลประโยชน์ส่วนเกิน( Excess Profit) ลงมา 2 บาทต่อลิตร จากเดิมที่จะอ้างอิงราคาสิงคโปร์ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ สูตรนี้ไม่ทำให้โรงกลั่นน้ำมันขาดทุน แต่มีผลกระทบต่อรายได้บ้าง และการขาดทุนกำไร แต่ไม่กระทบต่อสภาพคล่องโรงกลั่นในการสั่งซื้อน้ำมันดิบมากลั่นด้วย และหากในอนาคตโรงกลั่นน้ำมันอยู่ในช่วงวัฎจักรราคาตกต่ำ(down cycle )หรือขาดสภาพคล่องในการจัดหาน้ำมันดิบมากลั่น ภาครัฐจะพิจารณาช่วยเหลือ
ก่อนหน้านี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ คตร. ได้ร่วมหารือตัวแทนโรงกลั่นน้ำมันเพื่อพิจารณาค่าการกลั่น และค่าการตลาด หลังพบว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ค่าการกลั่นพุ่งสูงผิดปกติโดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของ “War Premium” จึงสั่งให้กระทรวงพลังงานไปพิจารณาจัดทำตัวเลขใหม่ เพื่อให้ค่าการกลั่นสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น และมีแนวโน้มลดลง สืบเนื่องจากไทยมีการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นเพิ่มขึ้นลดการนำเข้าจากตะวันออกกลางลง เพื่อไม่ให้มีปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน
โดยปลัดกระทรวงพลังงาน เคยกล่าวว่าในช่วงวิกฤตนี้พบว่า ค่า War Premium ที่เพิ่มเข้ามา ส่งผลให้เกิดกำไรส่วนเกิน (Windfall) ทางคตร. จึงเร่งพิจารณานำค่าการกลั่นเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 2.43 บาท มาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา เพื่อดึงส่วนต่างนี้กลับมาชดเชยให้ประชาชน โดยได้เรียกโรงกลั่นหารือเพื่อหาจุดสมดุลแล้ว แม้ว่าเบื้องต้นจะได้รับความร่วมมือจากปตท.และบางจาก
แต่เป็นเรื่องยากที่จะให้โรงกลั่นเห็นชอบในการเฉือนกำไรส่วนเกินส่งให้กับภาครัฐ โดยเฉพาะโรงกลั่นน้ำมันต่างชาติ ซึ่งก่อนหน้านี้ ในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ปี2565 รัฐบาลเคยมีความคิดจะดึงกำไรจากโรงกลั่น เคยประเมินคร่าวๆสูงถึง 2.4หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาอุ้มราคาน้ำมันเช่นกัน แต่สุดท้ายรัฐบาลไม่สามารถบังคับโรงกลั่นได้ เพราะโรงกลั่นไม่ได้ทำผิด แต่หากรัฐจะบีบบังคับอาจจะพิจารณาแล้วเห็นว่าได้ไม่คุ้ม และกังวลว่าจะส่งผลกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติเสียไป หากจะฟื้นขึ้นมาใหม่ต้องใช้เวลา
สุดท้ายครั้งนั้น บอร์ดปตท.ได้มีอนุมัติเมื่อบริจาคเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อเสริมสภาพคล่องเดือนละ 1 พันล้านบาท เป็นเวลา 3 เดือนรวม 3 พันล้านบาท เรียกได้ว่าใครไม่ให้ ปตท.ในฐานะรัฐวิสาหกิจยอมควักเงินให้กองทุนน้ำมันฯแทน ซึ่งช่วยอุ้มไม่ให้ราคาน้ำมันขึ้นเพียงไม่กี่วัน
ขู่เอาผิดกม.หากโรงกลั่นไม่ปฏิบัติตาม
จากการเจรจากับโรงกลั่นน้ำมันหลายครั้ง เริ่มเห็นสัญญาณว่าจะเข้าสู่รูปแบบเดิม เป็นการบริจาคเงินจากกลุ่มโรงกลั่นบางบริษัท ทำให้ “เอกนัฏ” ของขึ้น กล่าวว่าประเทศไทยไม่ใช่รัฐอนาถาที่จะรับริจาค อยากให้โรงกลั่นแสดงความรับผิดชอบ หากใน 6โรงกลั่น มี 3โรงกลั่นช่วย อีก3โรงกลั่นไม่ช่วย ไม่ใยดี สุดท้ายก็ไม่เป็นธรรมต่อคนช่วย ดังนั้นจะใช้วิธีที่ทุกโรงกลั่นต้องปฏิบัติตาม จึงเป็นที่มาการลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซลบี7และบี20ที่ 2บาทต่อลิตร
พร้อมขู่ว่าหากโรงกลั่นน้ำมันใดบิดพริ้วไม่ปฏิบัติตามก็มีโทษตามกฎหมาย และไม่หวั่นหากโรงกลั่นจะการฟ้องศาล เพราะมีพ.ร.ก.ให้อำนาจนายกรัฐมนตรี และ กบง. ในการควบคุมราคาน้ำมัน ค่าการกลั่น และการจัดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงานและป้องกันการขาดแคลนในประเทศ ล่าสุดยังเตรียมพิจารณาเพิ่มส่วนลดหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซลมากกว่า 2บาทต่อลิตร เนื่องจากค่าการกลั่นช่วงวันที่ 1-7 เมษายนนี้ที่บางวันพุ่งถึง 15 บาทต่อลิตร มากกว่าค่าการกลั่นเฉลี่ยในเดือนมีนาคม2569 ที่ 7บาท/ลิตร (ลดราคาหน้าโรงกลั่นดีเซลบี7และบี20 ลิตรละ2บาท)
อย่างไรก็ดี โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ ยืนยันพร้อมดำเนินตามนโยบายกบง. ปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซลบี7และบี20 มีผลวันที่ 9เมษายนนี้
รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพที่คนไทยผลิตได้เอง ลดการพึ่งพาทั้งน้ำมันดิบ ทั้งก๊าซฯจากการนำเข้าขณะนี้อยู่ระหว่างประสานสถานีติดตั้งหัวจ่ายดีเซล บี20 ให้รถบรรทุก ภายใน 20 เมษายนนี้จะมีปริมาณหัวจ่ายน้ำมันดีเซลบี20 เพียงพอต่อความต้องการในถนนสายหลักของประเทศ
อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า วิกฤตพลังงานครั้งนี้รุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกพุ่งทะยานจากสถานการณ์ปกติที่ 92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็นเกือบ 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า แม้ว่าขณะนี้สถานการณ์เริ่มมีสัญญาณดีขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับลดลงมาอยู่ที่ 255 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ก็ยังรุนแรงกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เคยทำสถิติสูงสุดไว้ที่เพียง 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการชดเชยราคาช่วยเหลือประชาชนติดลบแล้ว 5.77 หมื่นล้านบาท แม้ว่าจะปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลจากเดิมตรึงราคาที่ 30บาทต่อลิตรมาอยู่ที่ 50.54บาทต่อลิตร (ก่อนที่ราคาขายหน้าปั๊ม ดีเซล บี7 จะปรับลดลงมาอยู่ที่ 48.40 บาท/ลิตรในวันที่9เม.ย.69) ส่งผลให้กระทบต่อต้นทุนการผลิตและภาคการขนส่งทันที ทำให้ราคาสินค้าพาเหรดปรับขึ้นราคามาตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน เป็นต้นมา
บีไอจีจ่อปรับขยับราคาอีกครั้งรับค่าไฟขึ้น
นางอรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี) ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายก๊าซอุตสาหกรรมทั้งก๊าซออกซิเจน ก๊าซไนโตรเจน และก๊าซอาร์กอน ให้กับภาคอุตสาหกรรมต่างๆทั้งโรงกลั่น ปิโตรเคมี โรงเหล็ก หรือแม้แต่โรงพยาบาล กล่าวว่า บริษัทได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นจากการสู้รบในตะวันออกกลาง โดนบริษัทมีการปรับราคาก๊าซอุตสาหกรรมที่จำหน่ายให้กับกลุ่มลูกค้าไปแล้วเพื่อสะท้อนต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น
หากมีการปรับขึ้นอัตราค่าไฟฟ้ารอบใหม่เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 บริษัทฯก็ต้องปรับขึ้นราคาก๊าซอุตสาหกรรมอีกครั้ง เนื่องจากค่าไฟฟ้าเป็นต้นทุนค่าเชื้อเพลิงหลักในการแยกอากาศเป็นก๊าซอุตสาหกรรม แต่ต้นทุนก๊าซอุตสาหกรรมสำหรับภาคอุตสาหกรรมคิดเป็นสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบต้นทุนอื่นๆ
อย่างไรก็ดี บริษัทมีการเจรจากับกลุ่มลูกค้า คู่ค้าเพื่อร่วมมือกันในการฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน ยอมรับว่ายอดขายก๊าซไนโตเจนให้ลูกค้ากลุ่มปิโตรเคมีปรับลดลงบ้าง เนื่องจากมีบางโรงงานต้องหยุดผลิตชั่วคราว สืบเนื่องจากการขาดแคลนวัตถุดิบที่นำเข้ามาจากตะวันออกกลาง แต่ก็ยังต้องใช้ไนโตรเจนบ้างในระบบ ส่วนปริมาณไนโตรเจนที่เหลือนั้นบริษัทส่งขายให้กับลูกค้าอื่นที่มีความต้องการ โดนคงเป้าหมายรายได้ในปี2569 เติบโต 7-10% เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ซึ่งมีรายได้ 8,000 ล้านบาท
สำหรับแผนขับเคลื่อนธุรกิจในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า บริษัทไม่ได้มองบทบาทของตนเองเป็นเพียงผู้จำหน่ายก๊าซอุตสาหกรรมอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็นผู้พัฒนาและขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำของประเทศ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนและมีความมั่นคงด้านพลังงาน (Energy Security) ในระยะยาว และมั่นใจบีไอจีสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำได้อย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาวิกฤต
ยกระดับสู่ Low-Carbon Industrial Gas & Energy Solution Provider
บีไอจีวางยุทธศาสตร์ระยะกลางถึงยาว ในการขยายการลงทุนด้านก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและโซลูชันจากก๊าซอุตสาหกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับกระบวนการผลิต เช่น การใช้ออกซิเจนคาร์บอนต่ำเพื่อช่วยให้กระบวนการเผาไหม้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการใช้เชื้อเพลิงหลักและลดการปล่อยคาร์บอน โดยมีการใช้งานจริงแล้วในอุตสาหกรรมโรงกระดาษและอุตสาหกรรมเหล็ก
ส่วนความคืบหน้าโครงการโรงแยกอากาศจากการใช้ประโยชน์ความเย็นจาก LNG แห่งที่ 2 (MAP2) ซึ่งบีไอจีร่วมลงทุนกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อต่อยอดการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ โดยนำความเย็นที่เหลือจากกระบวนการแปรสภาพ LNG (Cold Energy Utilization) มาใช้ในการแยกอากาศ ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มเสถียรภาพในการผลิตก๊าซภายในประเทศ และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
โครงการ MAP2 กำหนดแล้วเสร็จในปี 2571 เพิ่มกำลังการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำกว่า 450,000 ตันต่อปี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ปิโตรเคมี โลหะ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอาหาร เป็นต้น