xs
xsm
sm
md
lg

ปลุกพลังสภาเด็กฯ 8 จังหวัด!! สสส.รุก "โครงการเสริมพลังเด็กฯ ระยะ 2" ดัน "ถนนปลอดภัย" ลุยเสนอนโยบาย เร่งลดอุบัติเหตุจริงจัง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ทุกปี “อุบัติเหตุทางถนน” ยังคงพรากชีวิตและโอกาสของเด็กและเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง การสร้างถนนปลอดภัยจึงไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องเริ่มจากการ “ปลุกพลังเด็ก” ให้ลุกขึ้นมาเป็นพลังสำคัญของการเปลี่ยนแปลง

โครงการเสริมพลังเด็กและเยาวชนเพื่อความปลอดภัยทางถนน ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากแผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลกด้านความปลอดภัยทางถนน และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง จัดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนงาน และชี้แจงแนวทางการขับเคลื่อน "โครงการเสริมพลังเด็กและเยาวชนเพื่อความปลอดภัยทางถนน ระยะที่ 2" ผ่านกลไกสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย นำร่อง 8 จังหวัดทั่วประเทศ มุ่งเสริมศักยภาพสภาเด็กและเยาวชน ให้ขับเคลื่อนงานต่อเนื่อง มีระบบติดตามชัดเจน พร้อมดันเสียงเด็กและเยาวชนสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายทุกระดับ เพื่อขับเคลื่อนการลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน เมื่อวันที่ 31 มีนาคม – 2 เมษายน พ.ศ. 2569 ที่ โรงแรมไมด้า ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ

อภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
อภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงาน ย้ำชัดภารกิจในการปกป้อง คุ้มครอง และจัดสวัสดิการเด็กและเยาวชน ตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กฯ โดยชี้ว่า “ความปลอดภัยทางถนน” เป็นวาระสำคัญที่สอดรับทั้งอนุสัญญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมหนุนกลไกสภาเด็กและเยาวชนทุกระดับให้ทำงานได้จริง โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชนให้ความสำคัญกับปัญหาอุบัติเหตุทางถนนอย่างจริงจัง พร้อมเดินหน้าหนุนสภาเด็กและเยาวชนร่วมกับบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัด ขับเคลื่อนโครงการในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนลุกขึ้นมีบทบาท รับผิดชอบต่อสังคม เริ่มจากตัวเองและส่งต่อความปลอดภัยสู่ผู้อื่น พร้อมกันนี้ยังได้เปิดประเด็น ท้าทาย 8 จังหวัดนำร่อง ร่วมลดสถิติอุบัติเหตุทางถนนอย่างเป็นรูปธรรม สร้างพลังขับเคลื่อนที่เข้มแข็งและยั่งยืนในทุกพื้นที่

จินตนา มโนรถกุล ผู้จัดการโครงการเสริมพลังเด็กและเยาวชนเพื่อความปลอดภัยทางถนน
จินตนา มโนรถกุล ผู้จัดการโครงการเสริมพลังเด็กและเยาวชนเพื่อความปลอดภัยทางถนน กล่าวว่า เป้าหมายของโครงการเสริมพลังเด็กและเยาวชนเพื่อความปลอดภัยทางถนน ผ่านกลไกสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย ระยะที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความร่วมมือกับภาคีระดับนโยบาย ควบคู่กับการขยายเครือข่ายและพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนในทุกระดับพื้นที่ให้สามารถเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนงานด้านความปลอดภัยทางถนน พร้อมทั้งผลักดันให้กลไกคณะอนุกรรมการฯ สามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างต่อเนื่อง มีระบบกำกับติดตามที่ชัดเจน และส่งเสริมให้เสียงของเด็กและเยาวชนถูกนำไปสู่การสะท้อนปัญหาและข้อเสนอเชิงนโยบายทั้งในระดับจังหวัด ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ อันจะนำไปสู่การลดอุบัติเหตุทางถนนในกลุ่มเด็กและเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะยาว

“กิจกรรมครั้งนี้ตั้งเป้าปลุกพลังเด็กให้ลุกขึ้นเป็นกลไกสำคัญในการลดอุบัติเหตุทางถนนในระดับพื้นที่ ผ่านเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการที่เข้มข้น ทั้งการจัดทำแผนงานและกำหนดทิศทางขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ ที่ไม่ใช่เพียงการเรียนรู้เชิงทฤษฎี แต่คือเวทีที่เปิดให้เยาวชนได้ลงมือออกแบบอนาคตจริง ฝึกคิด วิเคราะห์ สื่อสารสาธารณะ และสร้างสรรค์กิจกรรมที่ตอบโจทย์พื้นที่ของตนเอง พร้อมร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการใน 8 จังหวัด นำร่อง ได้แก่ จังหวัดน่าน จังหวัดตาก จังหวัดหนองคาย จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสระแก้ว จังหวัดนครปฐม จังหวัดนครศรีธรรมราช และกรุงเทพมหานคร เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมจากระดับชุมชนสู่สังคม” ผู้จัดการโครงการฯ กล่าว


ตลอด 3 วันของการจัดกิจกรรม บรรยากาศเต็มไปด้วยการเรียนรู้เข้มข้น ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ผ่านการบรรยาย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และจุดประกายแนวคิดด้านความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืน จากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ที่มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน นำไปต่อยอดสู่การขับเคลื่อนในพื้นที่ของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม อาทิ นายแพทย์วีระพันธ์ สุพรรณไชยมาตย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. และที่ปรึกษาแผนงาน สอจร. ,นายแพทย์วิทยา ชาติบัญชาชัย ผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลกด้านการป้องกันการบาดเจ็บ และประธานแผนงาน สอจร., นายนิกร จำนง ประธานมูลนิธิประชาปลอดภัย, นางก่องกาญจน์ ทักษ์หิรัญฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สสส., นายแพทย์วิวัฒน์ ศีตมโนชญ์ ผู้จัดการแผนงานยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลกด้านความปลอดภัยทางถนน, นายแพทย์อนุชา เศรษฐเสถียร ผู้จัดการแผนงาน สอจร. , ศ.ดร.เกษม ชูจารุกุล (ThaiRAP), ดร.อุดม หงส์ชาติกุล ประธานเครือข่ายผึ้งน้อยเป็นหูเป็นตาเพื่อสังคม, รศ.ดร.ดนุลดา จามจุรี หัวหน้า สอจร.ภาคตะวันออก, ผศ.ดร.ปิยาภรณ์ พิชญาภิรัตน์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, นายดุสิต ศิริวราศัย ผู้อำนวยการกองบูรณาการความปลอดภัยทางถนน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และนายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) ซึ่งร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึก สร้างพลังความคิด และปลุกศักยภาพเยาวชนให้ลุกขึ้นเป็นกำลังสำคัญในการสร้างถนนปลอดภัยอย่างยั่งยืนในอนาคต

นายแพทย์วีระพันธ์ สุพรรณไชยมาตย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. และที่ปรึกษาแผนงาน สอจร.
นายแพทย์วีระพันธ์ สุพรรณไชยมาตย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. และที่ปรึกษาแผนงาน สอจร. ได้กล่าวทักทายและเสริมพลังการทำงาน พร้อมให้กำลังใจสภาเด็กและเยาวชนในการขับเคลื่อนงานด้านความปลอดภัยทางถนน ในพื้นที่ โดยการทำงานครั้งนี้เป็นการพัฒนางานด้านความปลอดภัยทางถนนในกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้ร่วมเรียนรู้และช่วยกันสร้างความปลอดภัยทางถนนให้กับเพื่อนร่วมจังหวัด อำเภอ ตำบล และสถานศึกษาเดียวกัน อยากให้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ความรู้ ทักษะ และหลักการที่จะช่วยขับเคลื่อนให้พื้นที่ของเรามีความปลอดภัย

นายแพทย์วิทยา ชาติบัญชาชัย ผู้เชี่ยวชาญในคณะที่ปรึกษาองค์การอนามัยโลกด้านการป้องกันการบาดเจ็บ และประธานแผนงาน สอจร.
นายแพทย์วิทยา ชาติบัญชาชัย ผู้เชี่ยวชาญในคณะที่ปรึกษาองค์การอนามัยโลกด้านการป้องกันการบาดเจ็บ และประธานแผนงาน สอจร. สะท้อนสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนไทย “ขั้นวิกฤต” โดยเฉพาะการเสียชีวิตของกลุ่มเปราะบางสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก กลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เสียชีวิตสูงถึง 86.3% ขณะที่เด็กและเยาวชนเสียชีวิตกว่า 3,400 คนต่อปี บาดเจ็บสาหัส 90,000 คน และบาดเจ็บรวมกว่า 300,000 คน โดย 65% เกิดจากรถจักรยานยนต์ และ 64% เป็นเด็กอายุ 10–14 ปี
ย้ำภารกิจเร่งด่วน “รักษาชีวิตเยาวชน” พร้อมเสนอ 5 มาตรการสำคัญ ได้แก่ นโยบายหมวกนิรภัย การบังคับใช้กฎหมายด้วยเทคโนโลยี การบรรจุหลักสูตรในระบบการศึกษา การเข้าถึงหมวกกันน็อคเด็ก และระบบติดตามประเมินผลระดับชาติ

ก่องกาญจน์ ทักษ์หิรัญฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม (สสส.)
ก่องกาญจน์ ทักษ์หิรัญฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม (สสส.) ชี้ปัจจัยหลักของอุบัติเหตุทางถนนคือ “คน รถ ถนน” การแก้ปัญหาต้องสร้างพลังสังคม โดยเฉพาะการขับเคลื่อนจากเสียงเด็กและเยาวชน สสส.พร้อมหนุนสภาเด็กและเยาวชนทั้ง 8 จังหวัดนำร่องและทั่วประเทศ พร้อมย้ำผู้ใช้รถใช้ถนนต้องมีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น

นิกร จำนง ประธานมูลนิธิประชาปลอดภัย
ด้านนิกร จำนง ประธานมูลนิธิประชาปลอดภัย เน้นย้ำการผลักดัน “เสียงของเด็กและเยาวชน” ให้ไปถึงผู้นำและรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสนับสนุนให้สภาเด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในเวทีความปลอดภัยทางถนนระดับโลก ชี้ว่าเสียงของเด็กคือพลังสำคัญในการสร้างกระแสสังคมและเร่งการเปลี่ยนแปลง โดยต้องเดินหน้าควบคู่ทั้งระดับพื้นที่และนโยบาย

นายแพทย์วิวัฒน์ ศีตมโนชญ์ ผู้จัดการแผนงานยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย กับองค์การอนามัยโลกด้านความปลอดภัยทางถนน
นายแพทย์วิวัฒน์ ศีตมโนชญ์ ผู้จัดการแผนงานยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย กับองค์การอนามัยโลกด้านความปลอดภัยทางถนน ย้ำว่า “เสียงของเด็กและเยาวชนมีพลังและความหมาย” เป็นเสียงสะท้อนปัญหาจากผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพื่อเรียกร้องความปลอดภัยให้ตนเอง และสร้างสังคมที่เด็กและเยาวชนสามารถเติบโตได้อย่างปลอดภัยและสมบูรณ์


ภาพรวมเวทีครั้งนี้สะท้อนพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ที่มุ่งยกระดับ “เสียงของเด็กและเยาวชน” ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความปลอดภัยทางถนน ทั้งในระดับพื้นที่และเชิงนโยบาย เพื่อเป้าหมายร่วมในการลดอุบัติเหตุ สร้างสังคมที่ปลอดภัย และปกป้องอนาคตของประเทศอย่างยั่งยืน ชวนทุกท่านร่วมเป็นกำลังใจให้กับน้องๆแกนนำสภาเด็กทั้ง 8 จังหวัด สานภารกิจใหญ่นี้ให้สำเร็จ เพื่อความปลอดภัยของทุกชิวิตบนท้องถนนกดติดตามความเคลื่อนไหวที่ FB Page: YOURS Empowerment through CYCT .