xs
xsm
sm
md
lg

ก.ล.ต. งัดมาตรการเหล็ก! สั่งรื้อระบบ KYC/CDD ขีดเส้นตายเมษายนนี้ สกัดทุนเทาฟอกเงินผ่านตลาดทุน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเกมรุกครั้งใหญ่ เดินหน้าหารือผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เตรียมงัดมาตรการยกระดับมาตรฐานการทำความรู้จักลูกค้า (KYC) และตรวจสอบข้อเท็จจริง (CDD) ขั้นสูงสุด หวังอุดช่องโหว่อาชญากรรมทางเทคโนโลยีและสกัดกั้นขบวนการฟอกเงิน เผยเตรียมบังคับใช้มาตรการเข้มข้นภายในเดือนเมษายนนี้ ชูไฮไลต์การตรวจสอบธุรกรรมผิดปกติแบบเจาะลึก และกฎเหล็กฝากถอนเงินต้องตรงชื่อบัญชีเท่านั้น มุ่งกวาดล้างทุนสีเทาให้สิ้นซาก พร้อมดึงสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ฯ และสมาคมบริษัทจัดการลงทุนร่วมตกผลึก เพื่อให้บังคับใช้ได้จริงโดยไม่สร้างภาระแก่ผู้ประกอบการจนเกินควร

สถานการณ์อาชญากรรมทางการเงินที่ทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ไม่อาจนิ่งนอนใจ ล่าสุดได้เตรียมยกระดับมาตรฐานการป้องกันภัยคุกคามทางเศรษฐกิจ ด้วยการเชิญผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เข้ามาร่วมหารือเพื่อรื้อใหญ่กระบวนการทำความรู้จักลูกค้า หรือ KYC และการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า หรือ CDD ให้มีความเข้มข้นและรัดกุมมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าในปัจจุบัน ผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนจะมีกระบวนการ KYC และ CDD เป็นด่านหน้าในการคัดกรองตัวตนลูกค้าก่อนให้บริการอยู่แล้ว ทว่าพลวัตทางเทคโนโลยีและพฤติกรรมการทำธุรกรรมทางการเงินที่พลิกแพลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มาตรการเดิมอาจไม่เพียงพอต่อการรับมือกับมิจฉาชีพ ก.ล.ต. จึงเล็งเห็นความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องอัปเกรดมาตรฐานเหล่านี้ ซึ่งสอดรับกับการยกระดับมาตรฐานของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ คริปโต ที่ได้ดำเนินการไปแล้วเมื่อปีพุทธศักราช 2568 การขยับตัวครั้งนี้จึงเป็นการปรับศูนย์เล็งให้สอดคล้องกันทั้งระบบ พร้อมประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เพื่อบูรณาการการกวาดล้างให้ไปในทิศทางเดียวกัน

สาระสำคัญของการยกระดับมาตรการในครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่ 2 แกนหลัก

แกนแรกคือ การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าในระดับเจาะลึก (Enhanced CDD) ควบคู่ไปกับการเกาะติดธุรกรรมที่ผิดปกติ โดย ก.ล.ต. ได้วางกรอบให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกทันที หากพบว่าข้อมูลส่วนบุคคล เช่น อาชีพ แหล่งที่มาของรายได้ หรือฐานะทางการเงิน ขัดแย้งกับพฤติกรรมการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การมีเม็ดเงินหรือหุ้นมูลค่ามหาศาลโอนเข้าบัญชี ซึ่งสวนทางกับรายได้ที่แจ้งไว้ หรือการกู้ยืมเงินก้อนโตมาลงทุนทั้งที่มีทุนจดทะเบียนบริษัทเพียงหยิบมือ รวมถึงการรับโอนหุ้นมูลค่าสูงจากบัญชีชื่อเดียวกันในบริษัทหลักทรัพย์อื่น ที่ดูเกินจริงเมื่อเทียบกับฐานะของลูกค้า

หากกระบวนการตรวจสอบเชิงลึกยังไม่สามารถหาความสมเหตุสมผลได้ ผู้ประกอบธุรกิจมีหน้าที่ต้องรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย หรือ STR ส่งตรงไปยังสำนักงาน ปปง. ทันที โดยเฉพาะพฤติกรรมประเภทการโอนเงินเข้าแล้วถอนออกภายในวันเดียวกัน โดยไม่มีการซื้อขายหลักทรัพย์ หรือซื้อขายเพียงเล็กน้อยเพื่อบังหน้า

นอกจากนี้ ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องไม่หยุดแค่การรายงาน แต่ต้องติดตามเฝ้าระวังพฤติกรรมของลูกค้ารายนั้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งจัดให้มีการสอบทานกระบวนการตรวจสอบเชิงลึกซ้ำอีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันความผิดพลาด

ในแง่ของการบริหารความเสี่ยง ก.ล.ต. ให้อำนาจและหน้าที่แก่ผู้ประกอบธุรกิจในการจัดการกับลูกค้าที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย ไม่ว่าจะเป็นการหน่วงการถอนเงิน การหั่นวงเงินในบัญชีซื้อขาย หรือแม้กระทั่งการปฏิเสธการให้บริการขั้นเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มลูกค้าที่ไม่สามารถแสดงหลักฐานที่มาของรายได้หรือฐานะทางการเงินประกอบการเปิดบัญชีได้ จะต้องถูกหน่วงการถอนเงินและเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเชิงลึกเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมทันที

แกนที่สอง ซึ่งถือเป็นจุดตายของขบวนการบัญชีม้า คือการกำหนดเงื่อนไขในการฝากและถอนเงินที่เข้มงวดขั้นสุด ก.ล.ต. วางกฎเหล็กให้การรับฝากและถอนเงินทำได้เฉพาะผ่านบัญชีธนาคารที่มีชื่อตรงกับบัญชีซื้อขายของลูกค้าเท่านั้น ห้ามมิให้มีการใช้บัญชีบุคคลที่สาม หรือการทำธุรกรรมด้วยเงินสดอย่างเด็ดขาด และในกรณีที่หลุดรอด พบการฝากเงินสดผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารเข้าบัญชีซื้อขาย ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องทำการพิสูจน์ทราบให้ได้ว่าผู้ฝากคือเจ้าของบัญชีตัวจริง หากเม็ดเงินดังกล่าวไม่สอดคล้องกับฐานะทางการเงิน ลูกค้าจะต้องถูกเชิญเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเชิงลึก เพื่อแจกแจงวัตถุประสงค์และพิสูจน์ฐานะ หากยังคงคลุมเครือ ธุรกรรมนั้นจะถูกรายงานเป็นธุรกรรมต้องสงสัยและถูกจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป

ด้าน นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. ได้เน้นย้ำถึงเจตนารมณ์ของนโยบายนี้ว่า การรื้อระบบ KYC และ CDD เป็นเพียงหนึ่งในกลไกสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์การสกัดกั้นทุนสีเทาที่ ก.ล.ต. ขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างเกราะกำบัง ไม่ให้ตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินหรือก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ดำเนินการอุดช่องโหว่ในหลายมิติ รวมถึงการปรับปรุงเกณฑ์การพิจารณาผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ให้สามารถสาวลึกไปถึงผู้มีอำนาจควบคุมที่แท้จริง ครอบคลุมการถือหุ้นทางอ้อมและกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันใช้อำนาจ เพื่อล้างบางนอมินีและเรียกคืนความน่าเชื่อถือให้กับอุตสาหกรรมตลาดทุนไทย

อย่างไรก็ตามการเดินหน้ามาตรการนี้ ก.ล.ต. ไม่ได้กระทำเพียงลำพัง แต่ได้เปิดโต๊ะหารือร่วมกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) และกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจ ผ่านกลไกการประชุมกลุ่มย่อย เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนและข้อเสนอแนะ นำมาปรับแต่งแนวทางปฏิบัติให้มีความยืดหยุ่น สามารถนำไปบังคับใช้ได้จริงในโลกธุรกิจ โดยไม่สร้างภาระต้นทุนหรืออุปสรรคต่อการดำเนินงานจนเกินความจำเป็น ซึ่งคาดการณ์ว่าบรรทัดฐานใหม่แห่งความโปร่งใสนี้ จะพร้อมประกาศใช้อย่างเป็นทางการภายในเดือนเมษายนนี้