xs
xsm
sm
md
lg

เหมืองอัคราชี้น้ำมันพุ่งไม่กระเทือนธุรกิจ เหตุราคาทองสูง-สนใจแร่หายากในไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



บริษัทอัคราฯ เผยราคาน้ำมันพุ่งดันต้นทุนการทำเหมืองทองคำสูงขึ้น แต่ได้ชดเชยจากราคาทองที่สูง ตั้งเป้าปี 69 ผลิต 85,000 – 95,000 ออนซ์ ชี้จ่ายภาคหลวงปี 66-69 ทะลุ 3.1 พันล้านบาท เสนอรัฐสร้างฐานข้อมูลแร่หายากในไทย

นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจเหมืองทองคำรายเดียวของประเทศไทย เปิดเผยว่าจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกและไทยพุ่งสูงขึ้น โดยบริษัทมีการซื้อน้ำมันจากJobberที่มีราคาสูงกว่าหน้าปั๊มน้ำมัน ทำให้มีต้นทุนในกระบวนการผลิตปรับเพิ่มสูงขึ้น แต่ราคาทองคำโลกที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาแม้ว่าจะปรับลดลงบ้างในช่วงนี้ก็ชดเชยต้นทุนค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้นได้

แม้ว่าบริษัทจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการราคาทองคำตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่บริษัทได้จ่ายค่าภาคหลวงให้รัฐให้กับภาครัฐมากขึ้นเช่นกัน นับตั้งแต่กลับมาเปิดดำเนินการงในเดือนมีนาคม 2566 จนถึงมีนาคม 2569 บริษัทฯ ได้จ่ายค่าภาคหลวงแร่และเงินบำรุงพิเศษรวมแล้วประมาณ 3,200 ล้านบาท ส่งผลให้แร่ทองคำติดอันดับ 1 ใน 5 ประเภทแร่ที่สร้างรายได้สูงสุดให้แก่ประเทศ

ทั้งนี้ บริษัทฯเป้าหมายการผลิตแร่ทองในปีงบประมาณ 2569 ประมาณ 85,000 – 95,000 ออนซ์ เพิ่มขึ้นจากการผลิตปีงบประมาณ 2568 (กรกฎาคม 2567 - มิถุนายน 2568) ผลิตแร่ทองได้ประมาณ 75,000 ออนซ์ และแร่เงิน 625,000 ออนซ์

“ในปี 2566 ราคาทองคำเฉลี่ยอยู่ที่ 2,166 บาท/กรัม บริษัทฯ จ่ายค่าภาคหลวงเฉลี่ยที่ 277 บาท/กรัม แต่ในช่วงต้นปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) ราคาทองคำดีดตัวสูงขึ้นเฉลี่ยที่ 4,896 บาท/กรัม ค่าภาคหลวงที่บริษัทฯ นำส่งเพิ่มขึ้นสูงถึง 814 บาท/กรัม หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัว ซึ่งโครงสร้างภาษีแบบก้าวหน้าช่วยให้ประเทศได้รับผลประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงภาวะราคาทองคำขาขึ้น”

นายเชิดศักดิ์ กล่าวถึงแผนการดำเนินงานในระยะ 2-3 ปีข้างหน้าว่า อัครามุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรตามแผนผังโครงการที่ได้รับอนุมัติล่าสุด โดยเป็นการดำเนินงานในพื้นที่เดิมแต่ขยายขนาดบ่อเหมืองและเพิ่มระดับความลึก เพื่อใช้ทรัพยากรให้เต็มศักยภาพ ควบคู่ไปกับการสำรวจเพิ่มเติมในพื้นที่ศักยภาพใหม่ที่เพชรบูรณ์ที่เพิ่งค้นพบ ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลาสำรวจและประเมินผลอีกประมาณ 3-5 ปี เพื่อยืนยันปริมาณแร่ในเชิงพาณิชย์

นอกจากนี้ อยากให้ภาครัฐสร้างฐานข้อมูล ‘แร่หายาก’ (Rare Earth) ยกระดับเทคโนโลยีเพื่อการจัดการทรัพยากรไทย
ซึ่งแร่หายากถือเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ที่มีมูลค่าสูงและจำเป็นอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ การพบแร่กลุ่มนี้ตามแนวเทือกเขาภาคตะวันตกที่มักเกิดร่วมกับแร่ดีบุกและวุลแฟรมในลักษณะ "เพื่อนแร่"

“การสำรวจไม่ใช่เพียงการค้นหาเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เท่านั้น แต่เป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อนำมาศึกษาและทำความเข้าใจทรัพยากรธรรมชาติของเราเองอย่างลึกซึ้ง ปัจจุบันเรายังขาดข้อมูลการสำรวจอย่างเป็นระบบ การเป็นเจ้าของ 'องค์ความรู้' ในการบริหารจัดการทรัพยากรของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว”