“โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพีฯ” เผยราคาน้ำมันที่สูงขึ้นดันต้นทุนยาเพิ่ม 10% ขณะไทยนำเข้ายาถึง 80% ทำให้ต้นทุนผูกกับตลาดโลก ด้านพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนสู่ ‘กินเพื่อป้องกัน’ ดูแลสุขภาพเชิงรุก คาดหนุนตลาดอาหารเสริมไทยปีนี้โต 7-9% JSP เดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์สุขภาพและธุรกิจ OEM รองรับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น พร้อมตั้งเป้ารายได้โต 10%
นายพิษณุ แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JSP เปิดเผยว่า สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กระทบต่ออุตสาหกรรมยาโดยตรงต้นทุนยาและเวชภัณฑ์ปรับเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ10% จากต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะยาเฉพาะทาง และวัคซีน ซึ่งต้องใช้ระบบควบคุมอุณหภูมิ ส่งผลให้ต้นทุนสูงกว่ายาทั่วไป
สำหรับประเทศไทยถือว่าได้รับผลกระทบค่อนข้างมากเนื่องจากพึ่งพาการนำเข้ายาสูงถึงประมาณ 80% ของการใช้ยาทั้งประเทศ หรือมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี แม้จะมีการผลิตในประเทศ แต่ยังต้องนำเข้าสารตั้งต้น (API) เป็นหลัก ทำให้ต้นทุนผูกกับราคาตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจเห็นแรงกดดันด้านต้นทุนส่งผ่านมายังราคาขาย กระทบต่อการเข้าถึงยาของผู้บริโภคในระยะถัดไป
อย่างไรก็ดีปัจจัยดังกล่าวกำลังเร่งให้ผู้บริโภคหันมาดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น ประกอบกับเทรนด์การดูแลสุขภาพเชิงรุก ที่ไม่ใช่แค่กินยาเมื่อป่วย แต่คือการ “กินเพื่อป้องกัน” สะท้อนผ่านตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในประเทศไทยที่มีมูลค่าราว 1 แสนล้านบาท และคาดว่าจะเติบโต 7–9% ในปีนี้ โดยกลุ่มวิตามินและสารสกัดจากธรรมชาติยังคงเป็นสินค้าหลัก ขณะที่ผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง เช่น บำรุงสายตา กระดูกและข้อ สมอง และการนอนหลับ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อีกทั้งการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุยังเป็นแรงหนุนสำคัญในระยะยาว
“ต้นทุนยาในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ผนวกกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น ถือเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร บริษัทฯ จึงเดินหน้าพัฒนาแบรนด์และผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้ Own Brand ได้แก่ JSP และ ‘สุภาพโอสถ’ ที่ตอบโจทย์สุขภาพเฉพาะทาง ควบคู่กับการขยายธุรกิจ OEM ซึ่งเรามีความพร้อมจากการเป็นโรงงานยาแผนปัจจุบันที่มีห้องปฏิบัติการมาตรฐานระดับสากล รองรับงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ครบวงจร” นายพิษณุกล่าว
บริษัทฯ ประเมินว่า อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพยังมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง จากปัจจัยสนับสนุนทั้งสังคมผู้สูงอายุ มลภาวะ โรคอุบัติใหม่ และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ส่งผลให้บริษัทเดินหน้ากลยุทธ์พัฒนานวัตกรรมสินค้าควบคู่การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรายได้รวมเติบโต10% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากการพัฒนาแบรนด์และผลิตภัณฑ์ใหม่ การขยายช่องทางจำหน่ายออนไลน์ซึ่งคาดว่าจะเติบโต 2 เท่ารวมถึงอยู่ระหว่างศึกษาทางลงทุนในธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่องท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว