xs
xsm
sm
md
lg

ถึงเวลาที่ไทยต้องเลิก “อุ้มราคาทุกอย่างทั้งระบบ” / ดร.ภิญโญ มีชำนะ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



มาดูง่ายๆ ว่ามาเลเซียกับไทยแก้ปัญหาราคาพลังงานแพงต่างกันอย่างไร ?
พูดตรงๆ เวลาราคาน้ำมันหรือค่าไฟแพงขึ้น รัฐบาลทุกประเทศก็เจอคำถามเหมือนกันหมด คือจะช่วยประชาชนยังไงไม่ให้เดือดร้อนมากเกินไป แต่ก็ต้องไม่ช่วยจนเงินรัฐไหลออกเยอะเกิน และไม่ใช่ไปซ่อนหนี้ไว้ให้คนรุ่นหลังมาจ่ายทีหลัง

ไทยกับมาเลเซียก็เจอปัญหาแบบเดียวกัน แต่เลือกวิธีแก้ไม่เหมือนกัน
มาเลเซียกำลังค่อยๆ เปลี่ยนจากการ “ช่วยทุกคนเท่ากัน” มาเป็น “ช่วยเฉพาะคนที่ควรช่วย”
แต่ไทยที่ผ่านมา มักใช้วิธี “กดราคาไว้ก่อน” เพื่อไม่ให้ประชาชนช็อก
มาเลเซียไม่ได้ปล่อยราคาเสรี แต่ก็ไม่ได้อุ้มทุกคน
หลายคนชอบเรียกระบบของมาเลเซียว่า “ราคาสองชั้น” หรือ Two-Tier Pricing
แต่จริงๆ แล้ว ถ้าไปดูเอกสารทางการของเขา รัฐบาลมาเลเซียไม่ได้ใช้คำนี้ตรงๆ มากนัก เขาจะใช้คำว่า “การอุดหนุนแบบมุ่งเป้า” หรือ targeted subsidies มากกว่า

ภาษาชาวบ้านก็คือ
• คนส่วนใหญ่ยังได้การช่วยเหลือจากรัฐอยู่
• แต่คนที่ใช้เยอะ หรือคนที่ไม่ควรได้ส่วนลด ก็ต้องจ่ายราคาใกล้เคียงต้นทุนจริงมากขึ้น

พูดง่ายๆ คือ รัฐไม่ได้บอกว่า “ไม่ช่วยใครเลย”
แต่ก็ไม่ได้บอกว่า “ช่วยหมดทุกคนแบบไม่ดูอะไรเลย”
เรื่องค่าไฟ มาเลเซียเลือกช่วยคนส่วนใหญ่ แต่ไม่อุ้มคนใช้ไฟเยอะ
ในฝั่งค่าไฟ มาเลเซียบอกชัดว่า คนส่วนใหญ่ยังได้ประโยชน์จากการอุดหนุนอยู่
ประมาณ 85% ของผู้ใช้ไฟยังไม่โดนผลกระทบมาก

แต่ถ้าใครใช้ไฟเกิน 600 หน่วยต่อเดือน ก็จะเริ่มต้องจ่ายเต็มมากขึ้น
รัฐบาลเขาเลยประหยัดงบได้หลายพันล้านริงกิตต่อปี
แปลแบบง่ายๆ คือ
เขาไม่ได้บอกว่าจะปล่อยให้ค่าไฟขึ้นทั้งประเทศ
แต่เขาเลือกช่วยคนส่วนใหญ่ และลดการอุ้มคนที่ใช้พลังงานมากเกินจำเป็น

เรื่องดีเซล มาเลเซียยิ่งคิดละเอียดกว่าเดิม
จุดที่น่าสนใจคือ มาเลเซียไม่ได้มองว่า “ดีเซลคือเรื่องรถส่วนตัวอย่างเดียว”
เขามองว่า ดีเซลเป็นเรื่องของทั้งระบบเศรษฐกิจ เช่น
• รถบรรทุก
• เกษตรกร
• การขนส่ง
• บริการจำเป็นต่างๆ

เพราะฉะนั้น เขาไม่ได้ใช้สูตรเดียวทั้งประเทศ
แต่แยกมาตรการออกเป็นหลายแบบ เช่น
• ช่วยคนบางกลุ่มโดยตรง
• ช่วยเกษตรกร
• ช่วยภาคขนส่งผ่านบัตรหรือระบบเฉพาะ
• คืนเงินให้บางกลุ่มในบางกรณี
สรุปคือ มาเลเซียพยายามออกแบบให้ “ใครควรได้ ก็ได้ตรงนั้น”
ไม่ใช่ลดราคาหน้าปั๊มให้ทุกคนเหมือนกันหมด

ทำไมวิธีแบบหว่านทั่วถึงมีปัญหา
การอุดหนุนแบบช่วยทุกคนเท่ากัน ฟังดูเหมือนเป็นธรรม แต่จริงๆ มันมีปัญหาใหญ่ 3 ชั้น

1. รัฐเสียเงินเยอะเกินจำเป็น
เพราะต้องช่วยทั้งคนจน คนรวย คนใช้เยอะ คนใช้น้อย แบบไม่แยกกัน

2. คนใช้เยอะมักได้ประโยชน์มากกว่าคนใช้น้อย
ยิ่งใช้น้ำมันเยอะ ใช้ไฟเยอะ ก็ยิ่งได้ส่วนลดจากรัฐมากกว่า
มันเลยไม่แฟร์อย่างที่หลายคนคิด

3. ราคาที่ถูกกดไว้ต่ำเกินจริง ทำให้คนไม่ประหยัด
พอของถูกเกินจริง ก็ใช้กันแบบไม่คิดมาก

แถมยังเปิดช่องให้เกิดการลักลอบ การรั่วไหล หรือเอาของถูกไปใช้ผิดทาง
นี่แหละคือเหตุผลที่มาเลเซียกำลังเปลี่ยนจากแนวคิด “ช่วยทุกคน”
มาเป็น “ช่วยให้ตรงคน ตรงจุด”

แล้วไทยทำยังไง ?
ของไทยที่ผ่านมา เวลาราคาพลังงานแพง รัฐมักใช้วิธีประคองราคาไว้ก่อน เช่น
• คุมค่า Ft
• ใช้กองทุนน้ำมัน
• ลดหรือชะลอภาษีบางส่วน
• ให้หน่วยงานรัฐรับภาระแทนประชาชนชั่วคราว

ตัวอย่างชัดๆ คือเรื่องค่าไฟ
แม้ค่าไฟที่ประชาชนจ่ายจะยังไม่สูงเท่าต้นทุนจริงทั้งหมด แต่ต้นทุนบางส่วนไม่ได้หายไปไหน
มันแค่ถูกย้ายไปกองไว้ที่หน่วยงานรัฐ เช่น กฟผ. หรือกองทุนต่างๆ
พูดให้ชัดก็คือ

รัฐไม่ได้เสกให้ต้นทุนหายไป
แค่ย้ายจาก “ประชาชนจ่ายตอนนี้” ไปเป็น “ใครสักคนต้องจ่ายทีหลัง”

วิธีของไทยมีข้อดี แต่ก็มีข้อเสีย
ข้อดีคือ
• คนไม่ช็อกทันที
• ค่าครองชีพไม่พุ่งเร็ว
• เงินเฟ้อไม่กระแทกแรง
• สังคมไม่ปะทุง่ายในระยะสั้น
แต่ข้อเสียคือ
• มันไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
• คนในสังคมเริ่มชินกับราคาที่ไม่ใช่ราคาจริง
• พอสะสมไปนานๆ ภาระก็พอกขึ้นเรื่อยๆ
เหมือนบ้านที่ฝนรั่วจากหลังคา แต่เราเอากะละมังมารองน้ำไว้ตลอด
มันช่วยได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้ซ่อมหลังคา

ไทยยังมีปัญหาใหญ่กว่านั้น คือพึ่งก๊าซเยอะมาก

ปัญหาของไทยไม่ได้มีแค่สูตรค่าไฟหรือ Ft
แต่โครงสร้างพลังงานของไทยยังพึ่งก๊าซธรรมชาติสูงมาก

ถ้าฐานการผลิตไฟฟ้ายังผูกกับก๊าซเยอะ
โดยเฉพาะในยุคที่ราคา LNG แกว่ง และค่าเงินแกว่ง
ค่าไฟไทยก็มีโอกาสผันผวนต่อไปอยู่ดี

ต่อให้คุมสูตรเก่งแค่ไหน ถ้าเชื้อเพลิงหลักยังเปราะบาง ระบบก็ยังสั่นไหวง่ายอยู่ดี

ดีเซลของไทยยิ่งซับซ้อนกว่าไฟฟ้า

ดีเซลไม่ใช่แค่น้ำมันเติมรถ
แต่มันคือเส้นเลือดของเศรษฐกิจไทย

เพราะมันเกี่ยวกับ
• รถบรรทุก
• รถขนส่งสินค้า
• ภาคเกษตร
• รถกระบะส่งของ
• ขนส่งสาธารณะ
• โลจิสติกส์ทั้งระบบ

ดังนั้น ถ้าจะช่วยเรื่องดีเซล มันไม่ง่ายเหมือนแค่สั่งลดราคาหน้าปั๊ม

ถ้าลดให้ทุกคนเท่ากัน ก็จะมีคำถามทันทีว่า
• แล้วใครคือคนที่จำเป็นจริง
• ใครใช้เพื่ออาชีพ
• ใครใช้เชิงพาณิชย์
• จะกันการสวมสิทธิ์ยังไง
• จะกันการเอาน้ำมันราคาถูกไปใช้ผิดประเภทยังไง

นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ไทยต้องคิดให้ละเอียด
สิ่งที่ไทยควรเรียนจากมาเลเซีย ไม่ใช่การลอก แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิด

บทเรียนสำคัญจากมาเลเซียไม่ใช่ “ต้องไปทำราคาสองชั้นเหมือนเขาทันที”

แต่คือไทยควรเปลี่ยนจากการช่วยแบบหว่าน
มาเป็นการช่วยแบบแยกกลุ่มให้ชัดขึ้น
เช่น ถ้าจะช่วยดีเซล ไทยอาจใช้หลายเครื่องมือผสมกัน ไม่ใช่ลดราคาหน้าปั๊มแบบเหวี่ยงแห เช่น
• คืนภาษีให้ผู้ประกอบการที่มีสิทธิ์
• โอนเงินช่วยตรงให้ภาคขนส่งที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง
• ใช้บัตรเฉพาะสำหรับรถบางประเภท
• กำหนดเพดานการใช้ที่ตรวจสอบได้

แนวทางแบบนี้อาจยุ่งยากกว่าในช่วงแรก
แต่มีโอกาสลดการรั่วไหลได้ดีกว่า และไม่ต้องเอาเงินรัฐไปอุ้มผิดคน

ถ้าไทยจะทำแบบมุ่งเป้า ต้องมีของ 4 อย่างนี้ก่อน
ถ้าจะออกแบบระบบช่วยแบบตรงเป้าให้ใช้ได้จริง ไทยต้องเตรียมอย่างน้อย 4 เรื่อง

1. ต้องมีฐานข้อมูลผู้มีสิทธิ์ที่เชื่อมกันได้
เช่น ข้อมูลทะเบียนรถ ใบอนุญาตขนส่ง ข้อมูลผู้ประกอบการ

2. ต้องมีระบบดิจิทัลที่ใช้งานจริง
ไม่ใช่ทำระบบจนคนใช้ลำบาก ปั๊มลำบาก ราชการลำบากหมด

3. ต้องมีกลไกตรวจสอบการโกง
เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ เอาสิทธิ์คนอื่นไปใช้ หรือใช้ผิดประเภท

4. ต้องมีวันเริ่มและวันจบของมาตรการชัดเจน
ไม่ใช่บอกว่าชั่วคราว แต่สุดท้ายลากยาวจนกลายเป็นภาระถาวร

ต้องระวังด้วยว่า ถ้าทำพลาด ราคาสินค้าจะขึ้นตาม
เหตุผลที่ไทยไม่กล้าปล่อยดีเซลง่ายๆ ก็เพราะดีเซลโยงไปถึงราคาของกินของใช้แทบทั้งระบบ

ถ้าออกแบบไม่ดี
ต้นทุนขนส่งจะไหลไปที่ราคาอาหาร ของสด ของจำเป็นต่างๆ ทันที

เพราะฉะนั้น ถ้าไทยจะเปลี่ยนไปสู่การช่วยแบบมุ่งเป้า
ก็ต้องไม่ใช่แค่ตัดการอุดหนุนออกดื้อๆ
แต่ต้องช่วยทั้งภาคขนส่งที่จำเป็น และช่วยครัวเรือนเปราะบางไปพร้อมกัน

ไม่งั้นลดภาระงบรัฐได้จริง
แต่ประชาชนกลับไปเจอค่าครองชีพที่แพงขึ้นแทน

ถ้าสรุปแบบชัดๆ
มาเลเซียกำลังพยายามเปลี่ยนจาก “รัฐที่อุดหนุนราคาพลังงาน” ไปเป็น
“รัฐที่อุดหนุนคนที่ควรได้รับความช่วยเหลือ”

ส่วนไทยที่ผ่านมา ยังใช้วิธี “อุดหนุนราคาไปก่อน เพื่อซื้อเวลา”
วิธีนี้ไม่ใช่ว่าผิดทั้งหมด
แต่ถ้าใช้ไปเรื่อยๆ โดยไม่ปฏิรูประบบ
สุดท้ายมันก็เหมือนกินยาแก้ปวดทุกวัน แต่ไม่ยอมรักษาโรค

ไทยควรเดินต่อยังไง
สิ่งที่ไทยควรคิดต่อมีอย่างน้อย 5 เรื่อง

1. เปลี่ยนจากช่วยกว้างๆ มาเป็นช่วยตรงเป้ามากขึ้น
โดยเฉพาะครัวเรือนเปราะบาง และภาคขนส่งที่จำเป็นจริง

2. ทำให้ต้นทุนพลังงานโปร่งใส
ประชาชนควรเห็นชัดๆ ว่าอะไรคือต้นทุนจริง อะไรคือเงินช่วยเหลือ และใครกำลังแบกภาระแทนใคร

3. แยกให้ออกระหว่าง “แก้ราคาชั่วคราว” กับ “แก้โครงสร้างพลังงาน”
ลด Ft หรือกดดีเซล เป็นแค่ยาแก้ปวด
แต่การแก้จริงต้องแตะโครงสร้างเชื้อเพลิงและความมั่นคงของระบบพลังงานทั้งประเทศ

4. เรื่องดีเซลควรใช้ระบบผสม
ไม่ควรลดราคาให้ทุกคนเท่ากัน แต่ควรช่วยตามประเภทรถ อาชีพ และการใช้งานที่ตรวจสอบได้

5. ต้องมีโรดแมปชัดเจน
ว่ามาตรการอุดหนุนจะลดลงเมื่อไร ภายใต้เงื่อนไขอะไร
ไม่ใช่ปล่อยให้มาตรการฉุกเฉินกลายเป็นนิสัยถาวรของรัฐ


สรุปสุดท้ายแบบภาษาง่ายๆ

รัฐที่ดี ไม่ใช่รัฐที่พยายามกดราคาทุกอย่างไว้จนคนมองไม่เห็นต้นทุนจริง
แต่คือรัฐที่กล้ายอมรับความจริง แล้วช่วยคนที่ควรช่วยให้ตรงจุดที่สุด

ไทยอาจยังต้องประคองราคาในบางช่วงเวลา
แต่ไม่ควรใช้วิธีนี้ตลอดไปจนกลายเป็นของตาย

เพราะในโลกที่ราคาพลังงานผันผวนหนักขึ้นทุกปี
ประเทศที่จะอยู่รอด ไม่ใช่ประเทศที่ซ่อนต้นทุนเก่งที่สุด
แต่คือประเทศที่ออกแบบระบบได้ฉลาดที่สุด ว่าใครควรช่วย ช่วยอย่างไร และช่วยนานแค่ไหน


บทความโดย ดร.ภิญโญ มีชำนะ.


นักวิชาการอิสระด้านเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด
อดีตอาจารย์และหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


อ้างอิง : https://www.facebook.com/share/p/1NWhft8n3k/