xs
xsm
sm
md
lg

ค่ายรถอเมริกาผวา! อีวีจีนจ่อหน้าประตูบ้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


บริษัทรถในอเมริกากำลังกังวลว่า ไม่ช้าก็เร็วผู้ผลิตรถจีนอาจหาทางเจาะตลาดสำเร็จ
หลังจากจู่โจมบุกตลาดไปทั่วโลกแล้ว ตอนนี้บริษัทรถจีนกำลังเล็งอเมริกาตาเป็นมัน ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากทั้งนักการเมืองและผู้ผลิตท้องถิ่นและความกังวลว่า ไม่ช้าก็เร็วบริษัทรถจีนอาจทำสำเร็จ

อัตราภาษี 100% คือด่านสำคัญที่สกัดบีวายดี จีลี่ และเสี่ยวหมี่ไม่ให้ส่งอีวีเข้าไปขายในอเมริกาในขณะนี้ อย่างไรก็ดี คาดว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง อาจหารือเพื่อลดกำแพงการค้าระหว่างซัมมิตที่ปักกิ่งเดือนหน้า

ต้นปีนี้ทรัมป์ยังกล่าวในงานประชุมของดีทรอยต์ อิโคโนมิก คลับว่า ยินดีต้อนรับหากบริษัทรถจีนจะเข้าไปตั้งโรงงานในสหรัฐฯ และว่าจ้างแรงงานอเมริกัน

ไมเคิล ดันน์ อดีตผู้บริหารเจเนอรัล มอเตอร์ (จีเอ็ม) ในเอเชีย ชี้ว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ของอเมริกากำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และเสริมว่า เป้าหมายที่บริษัทจีนจ้องเขม็งอยู่ตอนนี้คือ ตัวเลือกในการเข้าไปผลิตในอเมริกาและอาจรวมถึงการเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทท้องถิ่น ก่อนสำทับว่า สถานการณ์ดังกล่าวใกล้เป็นจริงมากกว่าที่คนส่วนใหญ่คาดไว้

บรรดาล็อบบี้ยิสต์และพันธมิตรในคองเกรสส์ช่วยกันเรียกร้องทรัมป์อย่าเปิดรับบริษัทรถจีนที่มารออยู่หน้าประตูบ้านอเมริกาแล้ว

จากการประเมินของ BloombergNEF เฉพาะบีวายดีรายเดียวครองยอดขายอีวีใหม่ในเม็กซิโกถึง 70%

เมื่อไม่นานมานี้ แคนาดาเพิ่งทำข้อตกลงอนุญาตให้จีนส่งรถเข้าไปขายได้ปีละ 49,000 คัน ซึ่งจีลี่คาดว่า จะได้รับใบรับรองจากรัฐบาลแคนาดาให้นำรถเข้าไปขายในเร็วๆนี้

ขณะเดียวกัน สเตลแลนทิส บริษัทแม่ของไครสเลอร์ กำลังคุยกับลีปมอเตอร์เรื่องการร่วมกันสร้างโรงงานอีวีในแคนาดา ซึ่งอาจใช้โรงงานที่ปล่อยว่างของสเตลแลนทิสแถวชานเมืองโทรอนโต

ผู้ผลิตจีนกวาดส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกด้วยรถที่มีรูปทรงโฉบเฉี่ยวที่มาพร้อมเทคโนโลยีขั้นสูง และราคาถูกกว่าชนิดที่ดีทรอยต์เทียบไม่ติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งอีวีที่ชาร์จเร็วกว่าและถูกกว่ารถยนต์ไฟฟ้าทุกแบรนด์ในอเมริกา

บริษัทที่ปรึกษา เอลิกซ์พาร์ตเนอร์สระบุว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จีนก้าวกระโดดไปไกลกว่าทุกประเทศและกลายเป็นผู้ส่งออกรถเบอร์หนึ่งของโลก เฉพาะปีที่แล้วมียอดส่งออก 7 ล้านคัน ขณะที่อเมริกาส่งออกแค่ 1.3 ล้านคัน

บริษัทอีวีจีนยังใช้เวลาเปิดตัวรถใหม่แค่ครึ่งเดียวและต้นทุนเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับบริษัทอเมริกา ดังนั้น การต้องแข่งขันกับบริษัทจีนในบ้านจึงเป็นฝันร้ายอย่างยิ่งสำหรับค่ายรถใหญ่ดั้งเดิมของอเมริกา และอาจถึงขั้นเป็นภัยคุกคามความอยู่รอดสำหรับสตาร์ทอัพอย่างลูซิด มอเตอร์ หรือสเลต ออโต้

จิม ฟาร์ลีย์ ซีอีโอฟอร์ด ตั้งข้อสังเกตตั้งแต่ปีที่แล้วว่า ทั้งต้นทุนและคุณภาพของอีวีจีนล้ำกว่ารถของชาติตะวันตกมาก และยอมรับว่า การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่แค่อีวี เพราะถ้าแพ้อาจหมายถึงอนาคตของบริษัท

ช่วงต้นปีมีข่าวว่า ฟาร์ลีย์คุยกับคณะบริหารของทรัมป์เรื่องอนุญาตให้บริษัทจีนและอเมริการ่วมทุนสร้างโรงงานในสหรัฐฯ โดยที่ฝั่งอเมริกันเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าววงในบอกว่า บทสนทนาดังกล่าวเป็นแค่ข้อเสนอแนะอย่างไม่เป็นทางการ

เดวิด วิสตัน นักวิเคราะห์ของมอร์นิงสตาร์ มองว่า การเป็นพันธมิตรจะเปิดโอกาสให้แบรนด์จีนสร้างการรับรู้ในหมู่ผู้บริโภคอเมริกัน และอาจทำให้ผู้บริโภคคุ้นเคยกับไอเดียในการซื้อรถจีน

จีเอ็ม บริษัทรถใหญ่ที่สุดของอเมริกาในแง่รายได้ คัดค้านไอเดียดังกล่าว โดยบอกว่า บริษัทอเมริกันจะสูญเสียส่วนแบ่งตลาด และซัปพลายเออร์ในอเมริกาเหนือจะพังไปตามๆ กัน

แมรี่ บาร์รา ซีอีโอจีเอ็ม วิจารณ์ว่า การที่แคนาดายอมเปิดตลาดให้บริษัทรถจีนบางแห่งเป็น “ตรรกะวิบัติ”

เดือนที่แล้ว ล็อบบี้ยิสต์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ส่งจดหมายถึงทรัมป์เตือนว่า จีนมีเป้าหมายครอบงำอุตสาหกรรมรถทั่วโลก และอาจทำลายล้างการผลิตในอเมริกา

นักการเมืองในรัฐที่เป็นฐานการผลิตรถเตือนเกี่ยวกับภัยคุกคามต่อการจ้างงาน และความเสี่ยงที่รถจีนอาจเก็บข้อมูลอ่อนไหวเกี่ยวกับผู้ขับขี่อเมริกัน ทั้งนี้ ปีที่แล้ว กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ออกมาตรการจำกัดสำหรับเทคโนโลยีรถอัจฉริยะจากจีนเพื่อป้องกันการสอดแนมผู้ขับขี่

รอยเตอร์รายงานว่า วันศุกร์ที่ผ่านมา (3 เม.ย.) ชัค ชูเมอร์ และวุฒิสมาชิกเดโมแครตอีก 2 คน เรียกร้องให้ทรัมป์ป้องกันไม่ให้บริษัทจีนส่งรถที่ประกอบในเม็กซิโกหรือแคนาดาเข้าไปขายในอเมริกา รวมทั้งห้ามบริษัทจีนเข้าไปผลิตรถในอเมริกา เนื่องจากจะทำให้บริษัทเหล่านั้นมีความได้เปรียบทางเศรษฐกิจในระดับที่ผู้ผลิตรถในประเทศไม่สามารถเอาชนะได้ อีกทั้งอาจนำไปสู่วิกฤตความมั่นคงของชาติที่ไม่มีทางย้อนกลับ

ปัจจุบัน บริษัทรถอเมริกาเผชิญช่วงเวลายากลำบากอยู่แล้วจากสงครามการค้าของทรัมป์ที่ทำให้ห่วงโซ่อุปทานปั่นป่วน ทรัมป์ยังลดทอนข้อกำหนดในการประหยัดเชื้อเพลิงและยกเลิกมาตรการจูงใจสำหรับการซื้ออีวี และปล่อยให้บริษัทรถโฟกัสกับรถที่ทำกำไรมากที่สุดคือ เอสยูวีและกระบะที่ซดน้ำมัน แต่ปัญหาคือรถเหล่านั้นไม่ค่อยเป็นที่นิยมนอกอเมริกาเหนือ เท่ากับว่า บริษัทรถอเมริกาเสี่ยงกลายเป็นผู้เล่นเฉพาะกลุ่มในตลาดโลก ถ้าไม่สามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญด้านอีวี

ตรงข้ามกับผู้ผลิตจีนที่ได้อานิสงส์จากมาตรการอุดหนุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลและแรงงานต้นทุนต่ำ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้อดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน สั่งขึ้นภาษีสูงลิบกับรถจีน

อย่างไรก็ดี จุดแข็งของบริษัทจีนยังอยู่ที่เทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญและแพงที่สุดของรถยนต์ไฟฟ้า อีวีจีนหลายรุ่นได้รับการออกแบบมาให้เป็นส่วนต่อขยายสำหรับชีวิตดิจิทัล ด้วยฟีเจอร์ล้ำสมัยอย่างการจดจำใบหน้าเพื่อปรับแต่งแดชบอร์ดให้เหมาะกับผู้ขับแต่ละคน

ด้วยเหตุนี้บริษัทรถตะวันตกหลายแห่งจึงร่วมมือกับจีนนอกอเมริกาเพื่อเรียนรู้และทำกำไรจากเทคโนโลยีของค่ายรถจีน

ปี 2023 สเตลแลนทิสลงทุน 1,100 ล้านดอลลาร์ซื้อหุ้น 20% ในลีปมอเตอร์ และตั้งบริษัทร่วมทุนโดยถือหุ้น 51% เพื่อผลิตและขายอีวีราคาประหยัดนอกจีน บลูมเบิร์กรายงานว่า สเตลแลนทิสกำลังพิจารณาใช้ซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีอีวีของลีปมอเตอร์สำหรับแบรนด์ในยุโรป เช่น เฟียตและเปอโยต์

ขณะเดียวกัน โฟล์คสวาเกนของเยอรมนี ทุ่ม 700 ล้านดอลลาร์ซื้อหุ้น 5% ในเอ็กซ์เผิงเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และตั้งบริษัทร่วมทุนพัฒนาอีวีและซอฟต์แวร์

ส่วนฟอร์ดที่กำลังหาพันธมิตรระดับโลกและปรับโครงสร้างกลยุทธ์อีวีนั้น มีข่าวว่า กำลังคุยกับจีลี่เพื่อให้ฝ่ายหลังใช้พื้นที่โรงงานในยุโรป แลกเปลี่ยนกับการที่ฟอร์ดจะได้สิทธิ์เข้าถึงเทคโนโลยีระบบช่วยขับขี่ขั้นสูงของจีลี่

ขณะเดียวกัน บริษัทจีนแสดงออกชัดเจนขึ้นว่า ต้องการเจาะตลาดอเมริกา เดือนม.ค. จีลี่ขนซีเกอร์และลิงค์บางรุ่นไปโชว์ในงานซีอีเอสที่ลาสเวกัส ซึ่งเป็นมหกรรมคอนซูเมอร์เทคโนโลยีใหญ่ของอเมริกา โดยหวังสร้างกระแสให้ทั้งสองแบรนด์นี้ที่คนอเมริกันส่วนใหญ่ยังไม่รู้จัก

ทางด้านบริษัทรถอเมริกาประกาศชัดเจนว่า จีนคือคู่แข่งสำคัญที่สุด ตัวอย่างเช่นที่ฟาร์ลีย์บอกว่า อีวีราคาประหยัดที่จะเปิดตัวปีหน้าด้วยราคาเริ่มต้นที่ 30,000 ดอลลาร์ เป็นอาวุธตอบโต้บีวายดี กระนั้น เขายอมรับว่า ในแง่ราคาอาจยังไม่สามารถเอาชนะบริษัทรถจีนได้ และทิ้งท้ายว่า เดิมพันของฟอร์ดคือ คุมต้นทุนให้ใกล้เคียงคู่แข่งและต่อยอดด้วยนวัตกรรม