“มีนาคมทมิฬ”ผ่านพ้น กดหุ้นไทยดิ่ง หลุดจุดต่ำสุดในรอบปี สาเหตุหลักมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะยานจนเกิดภาวะ Energy Shock ที่สะเทือนไปถึงต้นทุนการขนส่งและอัตราเงินเฟ้อ แต่ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส ประเมินทิศทางเมษายน เปรียบเสมือน "จุดชี้ชะตา" ว่านี่คือช่วงเวลาของการ Rebound ครั้งใหญ่ หรือเป็นเพียงการพักฐานเพื่อลงต่อ ท่ามกลางกระแสเงินทุนที่ไหลออก แต่เริ่มเห็นสัญญาณ "การช้อนซื้อ" จากนักลงทุนในประเทศที่มองว่าราคาหุ้นไทยตอนนี้ถูกจนน่าเหลือเชื่อ
ตลาดหุ้นไทยเหมือนจะดูดีเริ่มฟื้นตัว เมื่อการเลือกตั้งใหม่ทำให้เราได้รัฐบาลที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศ ที่มีความชัดเจนด้านนโยบายและการเมือง จนหลายต่อหลายคนเชื่อว่า การเทขายหุ้นไทยต่อเนื่องตลอดช่วง 3ปีก่อนหน้าหลายแสนล้านบาท น่าจะเริ่มลดลงและพลิกกลับเป็ฯทิศทางที่บวกมากกว่าลบ
แต่แล้ว ยังไม่ทันที่รัฐบาลใหม่จะเข้ามาบริหารประเทศ ก็เหตุการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกา ,อิสาราเอง กับ อิหร่านเกิดขึ้น เรื่องดังกล่าวกลายเป็นปัจจัยลบสำคัญที่กดดันตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน จนทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และยังไม่มีท่าทีจะยุติลงง่ายๆ
มี.ค.สงครามทุบดัชนีร่วง!
เปิดฉากเดือนมีนาคม 2569 ด้วยความร้อนระอุที่ไม่ได้มาจากสภาพอากาศ แต่มาจากสมรภูมิในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นจนฉุดดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ดิ่งเหวลงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงต้นเดือนที่ดัชนีร่วงกราวรูดกว่า 60-100 จุดในเวลาไม่กี่วันทำการ จนหลุดระดับจิตวิทยาที่ 1,500 จุด ลงไปเคลื่อนไหวแถว 1,440-1,460 จุดอย่างน่าตกใจ เหตุการณ์ที่กเดขึ้นทำให้ นักลงทุนทั่วโลกพากันเทขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อถือเงินสดและดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้เม็ดเงินต่างชาติไหลออกอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็น "เดือนแห่งการทดสอบความแข็งแกร่ง"
ไม่เพียงเท่านี้ แรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นกลายเป็นดาบสองคมที่ทิ่มแทงเศรษฐกิจไทย แม้หุ้นกลุ่มพลังงานบางตัวจะได้รับอานิสงส์ในระยะสั้น แต่ภาพรวมต้นทุนการขนส่งและอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งกระฉูดได้ทำลายความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนในวงกว้าง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และค้าปลีกที่ถูกถล่มขายหนักจนราคาทำนิวโลว์ในรอบหลายเดือน
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความผันผวนนี้ เราเริ่มเห็นสัญญาณการเข้า "เก็บของ" จากสถาบันในประเทศและนักลงทุนรายย่อยที่มองเห็นว่าระดับดัชนีในปัจจุบันมีระดับ Valuation หรือราคาที่ถูกมากเกินไป เมื่อเทียบกับพื้นฐานเศรษฐกิจที่ยังมีแรงส่งจากการท่องเที่ยวและนโยบายกระตุ้นจากภาครัฐ
ขณะเดียวกันอีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ประวัติศาสตร์การลงทุนบอกเราเสมอว่าวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์มักสร้างจุดต่ำสุดที่คุ้มค่าในระยะยาว ดังนั้นการปรับฐานแรงในเดือนมีนาคมไม่ได้หมายถึงจุดจบ แต่คือการล้างไพ่เพื่อเริ่มต้นรอบใหม่สำหรับหุ้นที่พื้นฐานดีแต่ราคาถูกจนน่าเหลือเชื่อ หากเราสามารถคัดกรองหุ้นกลุ่มที่ทนทานต่อแรงเสียดทานของเงินเฟ้อและได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวในประเทศได้ เดือนมีนาคมที่ดูเหมือนทมิฬนี้ อาจกลายเป็น "ต้นทุนที่ได้เปรียบที่สุด" ของปีนี้สำหรับผู้ที่กล้าตัดสินใจในเวลาที่คนอื่นกำลังกลัว
อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่า แรงขายตื่นตระหนก (Panic Sell) ที่เกิดขึ้นในเดือนนี้ ได้ดันให้กดดัชนีร่วงลงอย่างต่อเนื่องจนมาทำจุดต่ำสุดของเดือนบริเวณ 1,445 จุด คิดเป็นการปรับตัวลดลงกว่า 5-6% ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งถือเป็นการปรับฐานที่รุนแรงและรวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี
โดยแรงกดดันหลักมาจากเม็ดเงินต่างชาติ (Fund Flow) ที่ไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกรวมถึงไทย เพื่อหนีไปพักเงินในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายต่อวันพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติจากการทิ้งกระจายหุ้นในกระดาน Big Cap โดยเฉพาะหุ้นที่อ่อนไหวต่อราคาน้ำมันและต้นทุนการผลิต
ต่อมาตลาดจะเริ่มตั้งสติได้ในช่วงปลายเดือน เมื่อเริ่มมีความพยายามเจรจาลับและภาพรวมการท่องเที่ยวในประเทศยังคงมีตัวเลขที่เติบโตสวนกระแสความตึงเครียดภายนอก ทำให้ดัชนีเริ่มมีอาการ "ออกข้าง" (Sideway) เพื่อสร้างฐานใหม่ เตรียมรับมือกับความผันผวนที่จะตามมาในเดือนเมษายน
สถิติที่น่าสนใจตลาดหุ้นไทยQ1/69
สำหรับดัชนี SET Index สิ้นเดือนมีนาคมปิดที่ระดับ 1,448.14 จุด ซึ่งหากเทียบกับต้นปี 2569 ที่เคยเคลื่อนไหวอยู่ในระดับสูงถึง 1,520-1,530 จุดนั้น ถือลดลงกว่า 70-80 จุด หรือ 5.2% ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันสะบัดตัวค่อนข้างแรงอยู่ระหว่าง 5.5 - 6.5 หมื่นล้านบาทต่อวัน ซึ่งเป็นวอลลุ่มที่หนาแน่นผิดปกติในช่วงที่เกิดความกังวลเรื่องสงคราม บ่งบอกถึงการปรับพอร์ตครั้งใหญ่ของนักลงทุนที่เปลี่ยนหน้าเล่นอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ หากเจาะลึกไปที่ตัวตนของนักลงทุนแต่ละกลุ่มในเดือนมีนาคม จะเห็นภาพชัดเจนว่า "นักลงทุนต่างชาติ" คือกลุ่มที่กระหน่ำเทขายสุทธิอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางพุ่งสูง มีบางวันขายสุทธิหนักถึงกว่า 6,000 ล้านบาท ขณะที่ "นักลงทุนรายย่อย" และ "นักลงทุนสถาบันในประเทศ" สวมบทเป็นผู้รับซื้อ ส่วน "บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์)" มีพฤติกรรมเล่นรอบระยะสั้น ซื้อขายสลับกันไปมาแต่โดยรวมมีสถานะเป็นบวกเล็กน้อยในบางช่วง
ทำให้ภาพรวม นักลงทุนรายย่อยในประเทศเป็นผู้ซื้อสุทธิสะสมสูงสุด (Net Buy) ตามมาด้วยกลุ่มนักลงทุนสถาบันที่เริ่มกลับเข้ามาสะสมหุ้นในกลุ่ม Defensive และกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น ภาพรวมนี้ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างตลาดในปัจจุบันถูกพยุงไว้ด้วยกำลังซื้อภายในประเทศเป็นหลัก โดยมีวอลลุ่มการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันประมาณ 5.5 - 6.3 หมื่นล้านบาท
ทิศทางหุ้นไทยเดือนเมษายน69
ต้องยอมรับว่าแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยในเดือนมีนาคม "สะบักสะบอม" คือชนวนเหตุสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่ปะทุขึ้นในช่วงต้นเดือน ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอก (External Shock) ที่ควบคุมไม่ได้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง ความกังวลนี้ทำให้นักลงทุนต่างชาติเลือกที่จะลดความเสี่ยงโดยการดึงเงินออกจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงไทย เพื่อไปพักเงินในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่าอย่างทองคำและสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นกำแพงสูงที่ขวางกั้นการฟื้นตัวของดัชนี SET ตลอดทั้งเดือน
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตการณ์ในต่างประเทศ ปัจจัยภายในประเทศกลับเป็น "เบาะรองรับ" แรงกระแทกไม่ให้ดัชนีดิ่งเหวไปไกลกว่านี้ โดยเฉพาะตัวเลขภาคการท่องเที่ยวและบริการที่ยังคงแสดงความแข็งแกร่งสวนกระแสโลก รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐที่พยายามพยุงกำลังซื้อในประเทศ แม้จะถูกกดดันจากค่าครองชีพและราคาพลังงานที่สูงขึ้นก็ตาม นอกจากนี้ การที่ระดับราคาหุ้นไทย (Valuation) ลงมาอยู่ในโซนที่ถูกมากเมื่อเทียบกับภูมิภาค ได้กลายเป็นแรงจูงใจให้กองทุนในประเทศและนักลงทุนรายย่อยกระโดดเข้ามา "ช้อนซื้อ" ในจังหวะที่ตลาดตื่นตระหนก ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยสร้างฐานรับในระดับ 1,420-1,440 จุดได้สำเร็จ
เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนเมษายน ปัจจัยที่จะเป็น "ตัวตัดสิน" ทิศทางตลาดคือความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพและการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ หากมีสัญญาณบวกจากการพูดคุยลับๆ ระหว่างคู่ขัดแย้ง จะเป็นแรงส่งชั้นดีที่ทำให้ราคาน้ำมันเริ่มทรงตัวและลดความกดดันด้านต้นทุนการผลิตของบริษัทจดทะเบียนไทยลง
นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องจับตาการประชุมโอเปก (OPEC) ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อทิศทางกำไรของหุ้นกลุ่มพลังงานที่เป็นฟันเฟืองใหญ่ของตลาดหุ้นไทย รวมถึงการประกาศงบการเงินไตรมาส 1/2569 ที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าบริษัทไหน "แกร่งจริง" ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจ
ปัจจัยสุดท้ายที่ไม่ควรมองข้ามคือ "พฤติกรรมเงินทุนไหลเข้า" (Fund Flow) ที่อาจเริ่มเปลี่ยนทิศ หากค่าเงินดอลลาร์เริ่มอ่อนตัวลงจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจต้องทบทวนนโยบายดอกเบี้ยเพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากสงคราม ซึ่งหากเม็ดเงินต่างชาติเริ่มไหลกลับเข้ามาสะสมหุ้นใหญ่ในกลุ่มธนาคารและค้าปลีกอีกครั้ง เดือนเมษายนนี้อาจไม่ใช่แค่เดือนแห่งการพักฐาน แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการ "Rebound" ครั้งใหญ่ที่นักลงทุนที่เตรียมตัวมาดีในเดือนมีนาคมจะได้เก็บเกี่ยวผลกำไรอย่างเป็นกอบเป็นกำ
สมรภูมิเดือนเมษายนจุดชี้ชะตา
ทั้งนี้ เมื่อเข้าสู่เดือนเมษายน 2569 สถานการณ์การสู้รบระหว่างอิหร่านและอิสราเอลได้ยกระดับขึ้นสู่จุดที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกต่างจับตามองอย่างไม่กะพริบตา โดยล่าสุด สถาบันเพื่อการศึกษาศึกสงคราม (ISW) และ Reuters รายงานตรงกันว่า ปฏิบัติการทางทหาร "Operation Epic Fury" ได้ขยายขอบเขตจากการโจมตีฐานทัพไปสู่การทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น สะพานเชื่อมต่อกรุงเตหะรานและโรงไฟฟ้า เพื่อตัดวงจรการขนส่งขีปนาวุธ
ขณะที่ฝั่งอิหร่านยังคงใช้ยุทธวิธีปิดตาย ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก ส่งผลให้เรือขนส่งสินค้ากว่า 130 ลำต่อวันต้องหยุดชะงัก และเกิดภาวะ "เรือตกค้าง" สะสมหนาแน่นที่สุดในรอบหลายทศวรรษ สถานการณ์ในเดือนเมษายนจึงไม่ใช่แค่ความขัดแย้งในเชิงพรมแดน แต่คือการทำสงครามทรัพยากรที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างรุนแรง
ทำให้ในมุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์ Goldman Sachs และ สถาบัน CSIS ได้ออกมาเตือนว่า หากความขัดแย้งนี้ยืดเยื้อไปตลอดทั้งเดือนเมษายน โลกอาจต้องเผชิญกับ "Energy Shock" ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดย ราคาน้ำมันดิบ Brent มีโอกาสพุ่งทะลุ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้ในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งจะกลายเป็นเชื้อไฟชั้นดีที่โหมกระหน่ำอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกให้พุ่งสูงขึ้น จนอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องตัดสินใจระงับแผนการลดดอกเบี้ยออกไปอย่างไม่มีกำหนด
นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์จาก Chatham House ระบุว่าเดือนเมษายนนี้คือ "หัวเลี้ยวหัวต่อ" ที่สำคัญ หากไม่มีการเปิดทางออกทางการทูตหรือการเจรจาลับที่ได้ผล ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยซ้ำซ้อน (Stagflation) ในยุโรปและเอเชียจะกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
ดังนั้นความสำคัญของเดือนเมษายนสำหรับตลาดหุ้นไทยจึงอยู่ที่ "การประเมินความเสียหายสะสม" เพราะไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ความผันผวนในตะวันออกกลางจึงส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพโดยตรง แม้จะมีสัญญาณจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าเป้าหมายทางยุทธศาสตร์อาจ "ใกล้เสร็จสมบูรณ์" ภายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า แต่ความไม่แน่นอนในสมรภูมิยังคงเป็นตัวแปรที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังไม่กล้าหันกลับมาเพิ่มน้ำหนักในตลาดหุ้นเกิดใหม่อย่างเต็มตัว
ทำให้ ข้อมูลข่าวสารในเดือนเมษายนนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ "ใครชนะใคร" ในสงคราม แต่คือการจับจังหวะว่า "จุดสูงสุดของราคาพลังงาน" ได้ผ่านพ้นไปแล้วหรือยัง เพื่อคัดกรองหุ้นกลุ่มที่จะรอดชีวิตและกลับมาสร้างความมั่งคั่งได้อีกครั้งหลังสิ้นสุดเสียงปืน
กลยุทธ์การลงทุนเม.ย.69
เมื่อเร็วๆนี้ นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส มองว่าในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยถูกกดดันอย่างหนักจากปัจจัยภายนอก (External Shock) แต่ความน่าสนใจคือ "ระดับมูลค่าหุ้นไทย (Valuation)" ที่ลงมาลึกจนค่า P/E อยู่ในระดับที่น่าดึงดูด
ส่วนทิศทางในเดือนเมษายน 2569 ประเมินว่าดัชนี SET จะเริ่มมี "เทคนิคัลรีบาวด์" โดยมีกรอบแนวรับสำคัญที่ 1,420 จุด และแนวต้านที่ 1,480-1,500 จุด โดยกลุ่มหุ้นที่น่าลงทุน แนะนำเน้นหุ้นกลุ่มที่อิงกับการบริโภคในประเทศ (Domestic Play) และกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากมาตรการรัฐ เช่น กลุ่มค้าปลีก และ กลุ่มธนาคาร ที่จะได้อานิสงส์จากดอกเบี้ยขาขึ้นและงบประมาณภาครัฐที่เริ่มไหลเข้าสู่ระบบ
ขณะที่ กลุ่มหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ หุ้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่ผันผวนสูง เช่น กลุ่มปิโตรเคมี และ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง
นายกวี ชูกิจเกษม ประธานเจ้าหน้าที่ สายการบริหารพอร์ตการลงทุน บล. พาย จํากัด มีมุมมองเชิงกลยุทธ์ว่าเดือนมีนาคมคือช่วง "Panic Sell" ที่สร้างโอกาสทองให้กับนักลงทุนระยะยาว ขณะที่ในเดือนเมษายนนี้ ตลาดจะเริ่มแยกแยะระหว่างหุ้นที่ "แย่จริง" กับหุ้นที่ "ลงตามตลาด" โดยคาดการณ์ว่าหากสถานการณ์สงครามเริ่มทรงตัว ดัชนีมีโอกาสไต่ระดับกลับไปทดสอบเป้าหมายที่ 1,520 จุด ได้ภายในไตรมาสที่ 2
นั่นทำให้แนะนำให้ใช้จังหวะนี้สะสมหุ้นกลุ่ม "คุณภาพสูงราคาถูก" (Value Stocks) โดยเฉพาะ กลุ่มการแพทย์ และ กลุ่มสื่อสาร ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความผันผวนต่ำและปันผลสม่ำเสมอ ส่วนกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่หุ้นกลุ่มส่งออกที่พึ่งพาตลาดฝั่งยุโรปและสหรัฐฯ มากเกินไป เนื่องจากความเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจถดถอยและปัญหาค่าขนส่งจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ
ด้าน บล.หยวนต้า มองว่าบรรยากาศการลงทุนในเดือนเมษายน 2569 เริ่มกลับมาเป็นบวกชัดเจนจากปัจจัยต่างประเทศที่คลี่คลาย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีที่ฟื้นตัวตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ แนะนำให้เน้นไปที่หุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและกราฟทางเทคนิคเริ่มกลับตัวเป็นขาขึ้น เช่น DELTA ที่ได้รับอานิสงส์จากกลุ่มเทคฯ โลกฟื้น และ ERW ที่ได้ประโยชน์จากภาคการท่องเที่ยวที่ยังคงแข็งแกร่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์
ส่วนหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง แนะนำให้ระมัดระวังหุ้นกลุ่ม โรงไฟฟ้า (เช่น EGCO) เนื่องจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยและต้นทุนทางการเงินที่ยังมีความผันผวน รวมถึงภาพทางเทคนิคของหุ้นกลุ่มนี้ที่ยังดูอ่อนแรงเมื่อเทียบกับตลาด (Underperform) จึงควรรอให้สัญญาณการกลับตัวชัดเจนกว่านี้ก่อนเข้าสะสม เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ราคาจะปรับตัวลงต่อตามดัชนีกลุ่ม
ขณะที่ บล.กสิกรไทย ให้ความสำคัญกับหุ้นกลุ่ม "Lifestyle & Seasonal" ที่ได้รับแรงหนุนโดยตรงจากเทศกาลสงกรานต์และการจับจ่ายใช้สอยที่คึกคักเป็นพิเศษในเดือนเมษายน โดยมองว่าดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญจากเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจที่สูงขึ้น หุ้นแนะนำคือ AOT ที่จะได้รับประโยชน์จากปริมาณเที่ยวบินที่หนาแน่น และ CPALL ที่จะได้ยอดขายเพิ่มขึ้นจากการสต็อกสินค้าและการบริโภคที่เพิ่มขึ้นตามจุดพักรถและแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ
สำหรับ หุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง แนะนำให้ระมัดระวังหุ้นกลุ่ม เกษตรและส่งออก (เช่นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์เกษตร) เนื่องจากในช่วงเดือนเมษายนมักมีความผันผวนจากสภาพอากาศ (ภัยแล้ง) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิต รวมถึงความกังวลเรื่องการฟื้นตัวของกำลังซื้อจากประเทศคู่ค้าหลักที่ยังไม่ชัดเจน ทำให้การคาดการณ์รายได้ในไตรมาสถัดไปมีความเสี่ยงสูง จึงแนะนำให้ชะลอการสะสมจนกว่าจะเห็นตัวเลขการส่งออกที่นิ่งกว่านี้