xs
xsm
sm
md
lg

ปอศ. บุกรวบ "โค้ชคริปโตทิพย์" หลอกลงทุน M3 DAO เสียหายกว่า 30 ล้านบาท

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) เปิดปฏิบัติการบุกจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย แกนนำเครือข่ายหลอกลวงลงทุนคริปโทเคอร์เรนซีโครงการ M3 DAO อ้างผลตอบแทนสูงถึง 5 เท่า พร้อมรายได้รายวัน ก่อนปิดกั้นการถอนเงิน มูลค่าความเสียหายเบื้องต้นทะลุ 30 ล้านบาท ขณะที่ผู้ต้องหารายหนึ่งอ้างตัวเป็นเพียงนักลงทุนธรรมดา อีกรายปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา อ้างถูกยืมบัญชีเท่านั้น

เมื่อวันที่ 4 เมษายน พลตำรวจตรีทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ สั่งการให้พันตำรวจเอกจำนาญ จันทร์เทศ ผู้กำกับการกองกำกับการที่ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ นำกำลังเข้าจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย ตามหมายจับของศาลจังหวัดธัญบุรี ณ บ้านพักในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

ผู้ต้องหารายแรก ได้แก่ นางสาวมณฑิรา อายุ 55 ปี ซึ่งถูกออกหมายจับตามคำสั่งศาลจังหวัดธัญบุรี ที่ 301/2569 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2569 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันกู้ยืมเงินในลักษณะที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันโดยทุจริตหรือหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ อันน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ส่วนผู้ต้องหารายที่สอง คือ นายชินวัตร อายุ 22 ปี ถูกออกหมายจับตามคำสั่งศาลเดียวกัน ที่ 303/2569 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันกู้ยืมเงินในลักษณะที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน

เจ้าหน้าที่ยังได้ตรวจยึดพยานหลักฐานสำคัญจากสถานที่จับกุม ประกอบด้วย โทรศัพท์มือถือ 8 เครื่อง, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง, สมุดบัญชีธนาคาร 1 เล่ม, บอร์ดนำเสนอแผนการลงทุน M3 DAO รวมถึงคูปองส่วนลดสำหรับสมัครสมาชิก M3 ซึ่งล้วนเป็นเครื่องมือที่ใช้ดำเนินการหลอกลวงโดยตรง

จุดเริ่มต้นของคดีนี้ย้อนไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 เมื่อกลุ่มผู้เสียหายหลายรายเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกองกำกับการที่ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ระบุว่าถูกนางสาวมณฑิราและพวกใช้โซเชียลมีเดียโพสต์ชักชวนให้ร่วมลงทุนในโครงการ M3 DAO ผ่านแพลตฟอร์มเว็บไซต์ https://m3mars.io พร้อมกับการจัดสัมมนาและอบรมตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อดึงดูดให้ประชาชนสมัครสมาชิกและซื้อแผนการลงทุนในเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี

รูปแบบการหลอกลวงดังกล่าวอาศัยการนำเสนอผลตอบแทนที่เกินจริงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็น

1.การลงทุน 100 ดอลลาร์สหรัฐ รับผลตอบแทนคืน 5 เท่า
2.ลงทุน 500 ดอลลาร์สหรัฐ รับคืน 3.5 เท่า
3.และลงทุน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ รับคืนถึง 4 เท่า


นอกจากนี้ยังมีการการันตีผลตอบแทนรายวันในอัตราร้อยละ 0.5 ถึง 2 ต่อวัน และหากสามารถชักชวนบุคคลอื่นเข้ามาลงทุนได้ ก็จะได้รับรายได้เพิ่มเติมอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งลักษณะโครงสร้างดังกล่าวสอดคล้องอย่างชัดเจนกับรูปแบบแชร์ลูกโซ่ที่อาศัยเครือข่ายสมาชิกขับเคลื่อนเม็ดเงินหมุนเวียน

กลไกการโกงถูกออกแบบมาอย่างซับซ้อน เมื่อได้รับโอนเงินจากเหยื่อแล้ว ขบวนการดังกล่าวจะแปลงเงินสดให้กลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล และกระจายโอนบางส่วนไปยังผู้ร่วมขบวนการอื่น เพื่อทำให้เส้นทางการเงินสับสนและตรวจสอบได้ยาก และเมื่อใดที่ผู้เสียหายต้องการถอนทั้งเงินต้นและกำไรออกจากระบบ กลับพบว่าไม่สามารถดำเนินการได้แต่อย่างใด ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางการเงินรวมไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท จนกระทั่งผู้เสียหายรวมตัวกันเข้าแจ้งความดำเนินคดี

พนักงานสอบสวนได้ยื่นขอออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมด 3 ราย อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องหารายที่สามซึ่งเป็นชาวต่างชาติ ได้รับแจ้งว่าเสียชีวิตไปแล้วก่อนการจับกุม

ทั้งนี้ในชั้นสอบสวน นางสาวมณฑิราให้การยอมรับบางส่วนว่าตนเองได้ร่วมลงทุนในแพลตฟอร์มดังกล่าวจริง และเป็นผู้ชักชวนให้ผู้ที่สนใจเข้ามาลงทุน แต่ปฏิเสธว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารหรือควบคุมแพลตฟอร์มแต่อย่างใด ขณะที่นายชินวัตรให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในการลงทุนหรือชักชวนผู้ใด และระบุว่าเพียงถูกนำบัญชีเงินฝากของตนไปใช้เท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งสองส่งพนักงานสอบสวนกองกำกับการที่ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป