ผู้จัดการรายวัน 360 – CRG ชี้สองเดือนแรกตลาดร้านอาหารโดยรวมยังดี แต่เมื่อมีสงครามตะวันออกกาลางปะทุขึ้น ตลาดเริ่มแผ่วลงบ้าง เผยยังแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นได้อยู่ สต๊อกยังพอมี แต่ถ้านานกว่านี้ ต้องพิจารณาใหม่ ยืนยันลงทุนต่อเนื่อง ปีนี้ตั้งงบ 900 ล้านบาทลุยขยายสาขา เพิ่มแบรนด์ใหม่ เป้าเติบโตที่ท้าทาย 14%
นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) เปิดเผยว่า ภาพรวมของธุรกิจร้านอาหารในช่วงสองเดือนแรกปีนี้ยังถือว่าไปได้ดีพอสมควร ยอดขายรวมยังเติบโตดี แต่อย่างไรก็ตามจากกรณีที่เริ่มมีสงครามและรุนแรงขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เริ่มส่งผลกระทบบ้าง โดยเฉพาะที่เห็นชัดที่สุดคือ เรื่องของต้นทุนการดำเนินการอันเนื่องมากจากราคาน้ำมันที่ขยับตัวสูงขึ้นมาและต่อเนื่องซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ของธุรกิจอาหารด้วย คาดว่าเดือนเมษายนนี้จะเห็นความชัดเจนมากขึ้น และพฤษภาคมก็จะหนักขึ้นอีก เพราะเป็นช่วงเปิดเทอมภาระค่าใช้จ่ายของผู้ํบริโภคก็มีมากขึ้นอีก
“ในส่วนของซีอาร์จีเอง ต้นทุนของวัตถุดิบอาหารโดยรวมก็ยังถือว่าโอเคอยู่ เพราะส่วนหนึ่งเวลาซื้อเราซื้อด้วยปริมาณที่มาก มีการทำคอนแทรกไว้เป็นช่วงๆ ตอนนี้ก็ยังมีสต็อกเก่าเหลืออยู่ด้วยอย่างน้อย 2-3 เดือน ถ้าสถานการณ์ดีขึ้น คลี่คลายเร็ว เราตรึงคาให้นานที่สุด แต่ถ้าสถานการณ์ลากยาวนานไปมากกว่านี้ เราคงต้องมาพิจารณาอีกที หรือในเรื่องของการลงทุนรีโนเวทร้านเก่า ก็อาจจะเลื่อนไปบ้าง หรือทำน้อยลงบ้าง ตามสถานการณ์”
โดยเฉพาะเรื่องกำลังซื้อเป็นเรื่องสำคัญในภาวะเช่นนี้ แต่อย่างที่เรารู้กันคือ อาหารก็เป็นปัจจัยสี่ที่สำคัญที่คนต้องกินอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าอาจจะปรับตัว ทานอาหารที่ราคาถูกลงมาอีก ซึ่งพอร์ตโฟลิโอของซีอาร์จีเองก็มีหลากหลายครอบคลุมทุกกลุ่ม
นายณัฐ กล่าวว่า ปี2569 นี้ ซีอาร์จี ก็ยังมีแผนการลงทุนต่อเนื่อง ด้วยงบประมาณมากกว่า 900 ล้านบาท เป้าหมายไม่ใช่การมุ่งสู่ความเป็นเลิศเพียงอย่างเดียว แต่คือการก้าวไปอีกขั้นเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมร้านอาหาร เพราะซีอาร์จีต้องการพัฒนาองค์กรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ พร้อมกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า พันธมิตร และพนักงาน
โดยปีนี้จะขยายสาขาใหม่ของแบรนด์เดิมที่มีอยู่ประมาณ 140-160 สาขา จากปัจจุบันที่มีรวมประมาณ 1,400 สาขาทุกแบรนด์ เป้าหมายรายได้รวมอยู่ที่ 19,300 ล้านบาท เติบโต 14% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ท้าทายอย่างมาก (รายได้นี้ยังไม่รวมในส่วนของธุรกิจที่เป็นการร่วมทุน และจะมีการซื้อไลเซ่นส์แฟรนไชส์เข้ามา รวมทั้่งแบรนด์ที่จะมีการร่วมทุนอีก รวมไม่ต่ำกว่า 2- 3 แบรนด์ ซึ่งยังไม่รวมอยู่ในงบประมาณที่ประกาศไว้ ส่วนแบรนด์ที่อาจจะไม่ได้ไปต่อเพราะตลาดไม่ดีเท่าที่ควรก็คงทยอยเลิกไป
ขณะที่ปีที่แล้ว ลงทุนประมาณ 1 พันกว่าล้านบาท ทำรายได้รวมประมาณ 16,900 ล้านบาท เติบโต 7% จากปีก่อนหน้า (สัดส่วนรายได้มาจาก แบรนด์บริษัทและไลเซ่นส์แบรนด์ 70% ส่วนอีก 30% มาจากแบรนด์ร่วมทุนหรือจอยท์เวนเจอร์) ปีนี้เปิดสาขาใหม่รวม 150 สาขา เปิดแบรนด์ใหม่ประมาณ 3 แบรนด์ คือ ลัคกี้สุกี้ ลัคกี้บาร์บีคิว ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ร่วมทุน, เปิดโอโตยะโอกิ เปิด คัตสึมิโดริซูชิ รวมเป็น 23 แบรนด์ และ 1 สินค้ารีเทล รวมทั้งการเปิดโมเดลร้านใหม่ 3 ฟอร์แมท โดยมีพนักงานมากกว่า 15,000 คน และยุติไป 1 แบรนด์ คือ เทนยะ
โดยบริษัทเลือกสานต่อแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจ ด้วยเป้าหมายในการก้าวข้ามความเป็นเลิศสู่การสร้างมาตรฐานใหม่ ยกระดับมาตรฐานใหม่ของธุรกิจอาหาร เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับเกรียอานิผู้บริโภค เรียกได้ว่า “Beyond the Best” ในแบบของตนเอง เพื่อผลักดันการเติบโตตามเป้าหมายอย่างยั่งยืน
ซีอาร์จียังสานต่อแนวทางขับเคลื่อนธุรกิจด้วย 4 กลยุทธ์หลัก เพื่อผลักดันการเติบโตตามเป้าหมายอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย เติบโต – ขับเคลื่อน – เสริมสร้าง – ยั่งยืน หรือ Grow – Drive – Build - Sustain ดังนี้
1. GROW เดินหน้าผลักดันการเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยตั้งเป้าเติบโต 14% ควบคู่การขยายสาขาใหม่ 140 - 160 แห่ง ครอบคลุมทุกแบรนด์ศักยภาพ ผ่านการพัฒนา “New Format” “New Concept” และเร่งสร้าง New S-Curve เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ
2. DRIVE: ยกระดับการดำเนินงานภายใต้ 3C Actions ได้แก่ Cost Excellence การบริหารจัดการต้นทุน, Capex Excellence เน้นการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตอย่าง และ Cash Flow Excellence การบริหารกระแสเงินสด ตลอดจนการลงทุนให้มีความคล่องตัวมากขึ้น
3. BUILD: เติมเต็มความแข็งแกร่งจากการเพิ่มแบรนด์ใหม่ที่มีศักยภาพเข้าพอร์ตโฟลิโอของ CRG และร่วมพัฒนาธุรกิจ รวมถึงให้ความสำคัญในกลุ่ม JV Partner เพื่อในปีนี้ ตั้งเป้าขยายสาขาของแบรนด์ต่างๆ ในกลุ่ม JV Partner อาทิ SALAD FACTORY, SHINKANZEN SUSHI, LUCKY SUKI รวมอีกมากกว่า 50 สาขา ภายใต้ CRG Ecosystem
4. SUSTAIN: แสดงความรับผิดชอบเหนือพันธกิจเพื่อสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนเพื่อโลกและสังคม
นายณัฐ กล่าวให้ความเห็นว่า ในปีนี่้ ตลาดรวมร้านอาหารคาดว่าจะเติบโตประมาณฯ 2%-3% สู่มูลค่า 600,000 ล้านบาท อาหารประเภทที่ยังคงมาแรงและเป็นที่จับตามองก็ยังคงเป็นกลุ่มเช่น พวกหม้อร้อน พวกสุกี้ชาบู เป็นหลัก จากการแข่งขันที่รุนแรงของ 3 รายใหญ่ กับอีกประเภทคือ ร้านอาหารเกี่ยวกับสุขภาพ ซึ่งยังเป็นเทรนด์สำคัญที่ตลาดยังเติบโตดี