ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร เป็นพื้นที่สุดขอบชายแดนที่กั้นกลางระหว่าง จ.พิจิตร กับ จ.เพชรบูรณ์ โดยมี จ.พิษณุโลก อยู่ไกลออกไป เป็นหนึ่งในพื้นที่ไกลปืนเที่ยงของประเทศ ที่มีมูลค่ามหาศาลอย่างเงียบๆ ติดต่อกันหลายสิบปี หลังจากที่ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) เข้ามาตั้งรกรากสำรวจแร่ทองคำ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างทำเหมืองแร่ทองคำ ตามใบอนุญาตประทานบัตรใบที่ 2 ปี พ.ศ.2551 จำนวน 9 แปลง โดยจะครบ 20 ปี ภายในปี พ.ศ.2571 นี้
การดำเนินธุรกิจสำรวจเหมืองแร่ทองคำ ฟังดูเผินๆ น่าจะเป็นกิจการล่ำซำ เพราะอยู่ต้นน้ำของบรรดาร้านทองชื่อดัง อย่าง ฮั่วเซ่งเฮง (Hua Seng Heng), ออโรร่า (Aurora) และห้างทองเยาวราชกรุงเทพ (YKT) รวมถึงผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดโลก แต่ในชีวิตจริงแล้ว เป็นธุรกิจเข็นครกขึ้นภูเขา กว่าจะได้สายแร่ในใยหินออกมา ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงตลอดทาง ถ้าเงินไม่หนา ไม่ใช่สายแข็งจริงๆ ก็มีสิทธิ์ตกม้าตายได้ทุกเมื่อ
๐คิดใหม่ ทำใหม่
ปลายเดือน มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา บริษัทเพิ่งเปิดตัว The Soft Opening of Akara Sport Complex and MIND Market at Akara Community Friend ณ ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร ขนาดพื้นที่โดยรวม 40 ไร่ ตั้งอยู่ใกล้ๆ ที่ทำการบริษัท
เชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ศูนย์สุขภาพและการกีฬาแห่งนี้ ถูกออกแบบมาให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ให้กับชุมชนโดยรอบเหมืองแร่ทองคำชาตรี เนื่องจากเป็นพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ไม่มีสนามกีฬา ไม่มีพื้นที่สาธารณะกว้างๆ ให้ผู้คนมาพบปะกัน แหล่งบันเทิงล้ำค่าที่สุดของชุมชนแห่งเดียวคือ ตลาดนัด ซึ่งก็ไม่ได้มีทุกวัน
พื้นที่สุดลูกหูลูกตาของ “อัครา สปอร์ต คอมเพล็กซ์” เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งดีๆ ที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระบบ โดยบริษัทเตรียมการไว้หลายเฟส ในระยะเวลา 5 ปี งบประมาณ 20 ล้านบาท แบ่งพื้นที่หลักๆ เป็น สนามกีฬา สวนสุขภาพและนันทนาการ ลานเปตอง ลู่วิ่ง พื้นที่ร้านค้า พื้นที่ทำการเกษตร โดยอยู่ระหว่างทดลองปลูกทุเรียน “เหมืองทอง” แหล่งเรียนรู้ ปลูกผัก ขุดบ่อปลา ฝึกอาชีพช่างเงินช่างทอง และออกแบบกิจกรรมเสริมทักษะทุกรูปแบบ เพื่อให้สถานที่แห่งนี้มีชีวิตชีวา เป็นจุดเช็คอิน และมีความเป็นเจ้าของร่วมกัน ระหว่างเหมืองกับชุมชน เปลี่ยนจากพื้นที่ที่เงียบเหงาแห้งแล้ง ให้กลับมาคึกคักชุ่มชื่นใจ
“พื้นที่ตรงนี้ ในอนาคตเมื่อบริษัทไม่อยู่แล้ว จะเป็นพื้นที่วิสาหกิจเพื่อสังคม ส่วนสวนทุเรียนถ้าเก็บดอกออกผลได้แล้ว ภายใน 3 ปี ก็จะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีโฮมสเตย์ รวมกลุ่มแม่บ้านทำอาหารท้องถิ่น นำเสนอวิถีชีวิตชุมชน ไปเที่ยวเหมือง แวะกินทุเรียน ศึกษางานศิลปะจากสายแร่เงินและแร่ทอง เชื่อมโยงให้เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ เป็นจุดเรียนรู้ จุดท่องเที่ยว และจุดเช็คอิน สร้างมูลค่าเพิ่มให้ท้องถิ่น”
“อัครา สปอร์ต คอมเพล็กซ์” เป็นหนึ่งในความพยายามที่จะเข้าถึงใจชุมชน ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี น่าอยู่น่าอาศัย บริเวณพื้นที่โดยรอบเหมืองทองอัครา เพื่อปลดล็อกความกังวล เกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพชุมชน และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่
“เหมืองทองอัครา” เคยตกเป็นข่าวเกรียวกราว หลายปีก่อนหน้านี้ เมื่อถูก คสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) สั่งปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2559 ส่งผลให้ต้องหยุดการประกอบกิจการ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560 เป็นต้นมา จากข้อร้องเรียนว่า เหมืองแห่งนี้ก่อมลพิษต่อพื้นที่การเกษตรและปศุสัตว์ ภายหลังจากผ่านกระบวนการไกล่เกลี่ยหลายครั้ง ในที่สุดบริษัทก็ได้รับอนุมัติประทานบัตรเหมืองแร่ 4 แปลง และเปิดดำเนินการอีกครั้งในปี พ.ศ.2566
“ผมคิดว่าสิ่งที่เป็นข้อด้อย ในช่วงเวลาก่อนหน้านี้คือ เราอาจไม่ได้มียุทธศาสตร์ หรือกลยุทธ์ที่ดีพอ ในการดิวกับผู้คนในพื้นที่รอบเหมือง หลายอย่างมีพัฒนาการของมัน ในแง่ของคอนเซ็ปต์การทำงาน หลายอย่างค่อยๆ ถูกพัฒนาขึ้นมา เกิดข้อผิดพลาด และเราต้องเรียนรู้ วันหนึ่งเมื่อเรามองย้อนกลับไป แล้วถามตัวเองว่า เราผิดพลาดตรงไหน ก็พยายามเรียนรู้ และปรับเป้าหมายใหม่ให้ชัดเจนขึ้น ตาม 4 เสาความยั่งยืน (Akara Blueprint for Sustainable Community and Social Development) ได้แก่ การพัฒนาอย่างยั่งยืน, ยกระดับการศึกษา, สุขภาพดีถ้วนหน้า และ น้ำเพื่อชีวิต เราพยายามรักษาตรงนี้เอาไว้ และทำทุกวันให้มันดีขึ้น”
การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดของอัครา หลังคัมแบ็กในปี พ.ศ.2566 คือ 3 ปีมานี้ (พ.ศ.2566-2569) บริษัทแปลงจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็ง ปรับเป็นยุทธศาสตร์ในทุกด้าน เพื่อลดความสุ่มเสี่ยง ไม่ให้ซ้ำรอยกับปัญหาในอดีต ได้แก่ กระบวนการภาครัฐ หลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการโดยรวมในงานชุมชน โดยเฉพาะการเข้าถึง และการสื่อสาร ถึงกับกำหนดเป็นเป้าหมายชัดเจนว่า พนักงานทั้งหมด 90% ต้องเป็นคนในพื้นที่ รัศมีไม่เกิน 8-10 กิโลเมตรรอบเหมือง ปัจจุบันตัวเลขอยู่ที่ 86-87% ซึ่งเพียงพอต่อการเปลี่ยนทิศทางลม รวมถึงกระจายนโยบายนี้ไปยังคู่ค้า 4-5 ราย ให้รับไปปฏิบัติเหมือนๆ กัน
เชิดศักดิ์บอกว่า การทำเหมืองทองคำในประเทศไทย ไม่ค่อยมีให้เห็น จัดอยู่ในธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง ถูกกล่าวหาโน่นนี่นั่นตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ลักษณะการทำงาน ถ้าคุณเพียงแต่ทำให้ผ่าน เอาแค่ตามมาตรฐาน มันยังไม่ดีพอ ต้องเข้มงวดกว่านั้น เข้มข้นกว่านั้น ถึงจะภูมิใจมากกว่า
“เราต้องทำให้ดี เพื่อให้เกิดความไว้วางใจ หลักฐานตัวเลขการดูแลสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่แค่วันสองวันถึงจะได้มา ต้องดูแลดีต่อเนื่องเป็นสิบๆ ปี ให้คนหมู่มากได้เห็นว่า เราทำดี เราทำได้ และเราตั้งใจ เป็นความพยายามของเรา ในการทำทุกอย่างให้มันดี และเหนือกว่ามาตรฐาน” เขาย้ำ
๐ บอบช้ำทุกภาคส่วน
ยุวธิดา พุกอ่อน ผู้จัดการฝ่ายชุมชนสัมพันธ์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตั้งแต่เหมืองอัคราคืนถิ่นได้ 3 ปีหลังถูกปิดไป ทุกกิจกรรมที่ทำไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ จะมุ่งสู่ปลายทางเดียวกันคือ ต้องให้เกิดความยั่งยืน ด้วยการเข้าไปให้องค์ความรู้ เป็นพี่เลี้ยงแนะนำทุกอย่าง เพื่อให้ชุมชนยืนหยัดได้อย่างมั่นคง บริษัทจะได้ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
“เราถูกปิดมา 6 ปี (พ.ศ.2560-2566) ก็ถือว่าบอบช้ำในทุกภาคส่วน ชุมชนเงียบเหงา คนหนุ่มสาวทิ้งบ้านเกิดไปทำงานเมืองหลวงกันหมด เพราะอยู่ ต.เขาเจ็ดลูก มันไม่มีอะไรให้ทำ ถ้าไม่ใช่ทำนา พอกลับมารอบนี้ เราจึงต้องมาทบทวนเรื่องการดูแลชุมชน พยายามทำอะไรให้ยั่งยืน และต่อเนื่องขึ้นไป ไม่ได้ว่าต้องตามกระแสว่าต้องทำ SDG (Sustainable Development Goals เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ) เราคิดเพียงอย่างเดียวว่า ทำอย่างไรให้คนในพื้นที่อยู่ได้ ในวันที่เราไม่อยู่แล้ว”
เธอเป็นหัวหน้าทีมชุมชนสัมพันธ์ 20 ชีวิต เป็นคนในพื้นที่ทั้งหมด ทุกคนมี mindset เหมือนๆ กันว่า ต.เขาเจ็ดลูก เป็นบ้านของเรา อัคราเป็นบ้านของเรา สิ่งสำคัญคือ การอยู่ร่วมและช่วยเหลือกัน พึ่งพาอาศัยกัน เมื่อชุมชนอยู่ได้ บริษัทก็อยู่ได้ และชุมชนจะอยู่ได้อย่างแข็งแรง ก็ต้องพุ่งประเด็นไปที่ปัญหาปากท้อง ซึ่งสำคัญเป็นอันดับแรก
อันดับสองคือ สภาพแวดล้อม อัคราไม่ได้ปรารถนาให้มีคันดินตรงขอบพื้นที่เหมือง ตกทอดเป็นมรดกถึงลูกหลาน เพราะคันดินก็คือฝุ่นผง ไม่ได้มีค่าเท่าเศษเสี้ยวสายใยแร่ ดังนั้นการสร้างมูลค่าให้คันดิน โดยร่วมมือกับทีมวิทยาศาสตร์ และทีมสิ่งแวดล้อมมาวางแผนร่วมกัน โดยศึกษาร่วมกับสถาบันการศึกษา สามารถเปลี่ยนทรัพยากรที่ไม่มีค่า ให้กลับมีค่าได้ ผ่านโครงการอิฐอัครา นำดินกองเท่าภูเขา มาทำเป็นอิฐบล็อก สร้างโรงเรือนและที่อยู่อาศัย
อันดับสามคือ การผลักดันน้ำจากบ่อเหมืองร้าง ไปใช้ในการเกษตร ส่งเสริมการทำนา 2 รอบ เพื่อให้ชาวนากระเป๋าตุงขึ้น มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น
“จากการสำรวจความคิดเห็นพี่น้องประชาชนที่เราทำทุกปี เขาต้องการน้ำเป็นอันดับแรก น้ำเพื่อการเกษตร เพื่ออุปโภคบริโภค ถ้าทำนาได้มากกว่าหนึ่งครั้ง มั่นใจได้เลยว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยสภาพพื้นที่ฝั่งพิจิตรแห้งแล้งจริงๆ”
นอกจากนี้บริษัทยังเดินหน้าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม โดยไม่ได้มองแค่การปลูกต้นไม้ หรือปลูกผักปลูกหญ้า แต่มองระยะยาวถึงพืชเศรษฐกิจ ที่สามารถเก็บกินได้ 10-20 ปี ยกระดับเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตของชุมชน เป็นพื้นที่สีเขียวที่ชุมชนภาคภูมิใจได้จริงๆ
ปัจจุบันพื้นที่โดยรอบเหมืองทองอัครา มีทั้งหมด 29 หมู่บ้าน หรือ 1.5 หมื่นครัวเรือน แต่อยู่อาศัยจริง 6 พันครัวเรือน ทุกวันนี้เธอและทีมงานยังคงตระเวนไปทุกหมู่บ้าน ทุกครัวเรือน เข้าไปพูดคุย ถามสารทุกข์สุขดิบ ชาวบ้านเป็นประจำ
๐ 4 กองทุนจากหัวคิวค่าภาคหลวง
อัครา ถูกเรียกเก็บค่าภาคหลวง 20% ต่อปี สมทบเข้า 4 กองทุนหลัก ได้แก่
1. กองทุนฟื้นฟูพื้นที่เหมืองแร่ จ่าย 10% ของค่าภาคหลวงแร่
2. กองทุนประกันความเสี่ยง จ่าย 3% ของค่าภาคหลวงแร่
3. กองทุนพัฒนาหมู่บ้านรอบพื้นที่เหมืองแร่ จ่าย 5% ของค่าภาคหลวงแร่
4. กองทุนเฝ้าระวังสุขภาพของประชาชน จ่าย 3% ของค่าภาคหลวงแร่
โดยกองทุนที่ 1 และ 2 อยู่ในความดูแลของ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ขณะที่ กองทุนที่ 3. และ 4. อยู่ในความดูแลของเหมืองทองอัครา ปี พ.ศ.2566 บริษัทควักไป 60 ล้านบาท ปี พ.ศ.2567 จ่ายไป 32 ล้านบาท และปี พ.ศ.2568 เทหมดหน้าตัก 76 ล้านบาท ใช้พัฒนาพื้นที่ในรัศมี 3 กิโลเมตร จากขอบประทานบัตร ขณะที่กองทุนเฝ้าระวังสุขภาพ ดำเนินการในรัศมี 5 กิโลเมตร จากขอบประทานบัตร
เงินโครงการที่ชุมชนเขียนข้อเสนอโครงการเข้ามา มีหลากหลาย ตั้งแต่ ทำถนนคอนกรีตทางเข้าโรงเรียน ซ่อมแซมเมรุ ปรับปรุงอุปกรณ์วงโยธวาทิต ก่อสร้างศาลาวัด จัดซื้อเครื่องสีข้าว ส่งเสริมเกษตรแนวใหม่ และปรับปรุงกระชังเลี้ยงปลา เป็นต้น ขณะที่บางโครงการเป็นข้อตกลงพิเศษร่วมกัน ระหว่างบริษัทกับหมู่บ้าน โดยใช้งบฯ พิเศษ ในลักษณะเงินอุดหนุน 3-5 ปี
อย่างไรก็ดี อัครายืนยันว่า ธุรกิจจะอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างผาสุกได้ สำคัญที่สุดคือ ใจแลกใจ เพราะการใช้เงินแก้ปัญหา ถมเท่าไหร่ก็ไม่มีวันยั่งยืน./