นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(3เม.ย.69)ที่ระดับ 32.60 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.78 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.40-32.80 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น ในลักษณะ Sideways Down หลังไม่สามารถอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 32.75 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง
ท่ามกลางความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงได้ อย่างน้อยในส่วนของการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ แม้ว่าจะเป็นช่วงวันหยุด Good Friday ของหลายตลาดการเงิน ที่อาจทำให้ปริมาณการทำธุรกรรมในตลาดการเงินเบาบางลง ทว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ไฮไลท์สำคัญอย่าง ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในเดือนมีนาคม ทั้ง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Average Hourly Earnings) ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญ นอกเหนือจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่จะกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า หากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่มีการปรับเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญในช่วงนี้ ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่จะทยอยรับรู้ในคืนวันศุกร์นี้ นอกจากนี้ ปริมาณการทำธุรกรรมในตลาดการเงินที่เบาบางลงอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากวันหยุด Good Friday ของหลายตลาดการเงิน อาจทำให้ ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways (ทว่า เงินบาทยังอยู่ในช่วงผันผวนสูงกว่าปกติ ทำให้กรอบการแกว่งตัวมีโอกาสกว้างกว่าปกติได้มาก) โดยโซนแนวรับยังคงอยู่ในช่วง 32.40-32.50 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวต้านของเงินบาทจะอยู่แถว 32.75 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.00-33.10 บาทต่อดอลลาร์)
ทั้งนี้ ความหวังว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงได้บ้าง โดยเฉพาะในส่วนของการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz อาจช่วยหนุนให้บรรยากาศในตลาดการเงิน กลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งอาจพอช่วยหนุนเงินบาทได้บ้าง หากบรรดานักลงทุนต่างชาติทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทยได้บ้าง โดยเฉพาะในส่วนของบอนด์ไทย หลังล่าสุด ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ระบุว่า นโยบายการเงินอาจไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ ตามผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในส่วนของการขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากการขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน (Supply-driven shock) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้ง การขึ้นดอกเบี้ยอาจยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย โดยท่าทีของผู้ว่าฯ ธปท. ดังกล่าว อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธปท. ลงบ้าง
และเนื่องจากปริมาณการทำธุรกรรมในตลาดการเงินจะเบาบางลงในช่วงวันหยุด Good Friday ซึ่งในช่วงต้นสัปดาห์หน้าจะเป็นวันหยุดของตลาดการเงินไทยเช่นกัน ทำให้ เราขอเน้นย้ำว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในตลาดการเงินที่อาจพุ่งสูงขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่า เงินบาทเสี่ยงผันผวนสูง หลังผู้เล่นในตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ รวมถึงหากในช่วงวันหยุด สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาการอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้น หรือ เห็นแนวทางที่สถานการณ์จะทยอยคลี่คลายลงได้ชัดเจน