xs
xsm
sm
md
lg

“สุปรีย์ ทองเพชร” นั่งเก้าอี้ประธานสภาเอสเอ็มอีต่ออีกสมัย ชูธง "การเมืองภาคประชาชน" ปลุกชีพเศรษฐกิจฐานราก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“สุปรีย์ ทองเพชร” รับความไว้วางใจนั่งเก้าอี้ประธานสภาเอสเอ็มอีต่ออีกสมัย ประกาศรวมพลัง 10,000 รายชื่อ ดัน พ.ร.บ.สภาเอสเอ็มอี ชูธง "การเมืองภาคประชาชน" ปลุกชีพเศรษฐกิจฐานราก

วันที่ 1 เมษายน 2569 สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) ประกาศทิศทางใหม่หลังการประชุมใหญ่ประจำปี 2569 ณ อาคาร SME Bank Tower กรุงเทพมหานคร โดยที่ประชุมภาคีเครือข่ายมีมติเป็นเอกฉันท์เลือก คุณสุปรีย์ ทองเพชร ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาเอสเอ็มอี ต่ออีกหนึ่งวาระ (พ.ศ. 2569-2571) พร้อมประกาศภารกิจประวัติศาสตร์ในการขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย สู่การเป็นกฎหมายฉบับประชาชน

สานต่อภารกิจ "ทางรอด" ของ SME ไทย ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา สภาเอสเอ็มอีได้ยกระดับบทบาทสู่การเป็นองค์กรเชิงกลยุทธ์ที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานระดับสูงอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย สศช. SME D Bank และอีกหลายหน่วยงาน ซึ่งการได้รับความไว้วางใจในครั้งนี้ถือเป็นการเดินหน้าภารกิจกอบกู้สถานการณ์ SME ไทยที่ปัจจุบันมีสัดส่วนต่อ GDP ลดลงเหลือเพียง 35% คุณสุปรีย์ ทองเพชร เปิดเผยว่า “พ.ร.บ. ฉบับนี้คือทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก เราจะเปลี่ยน SMEs จากผู้ถูกกระทำสู่ผู้กำหนดอนาคตตนเอง ด้วยการรวมพลังรายชื่อผู้ประกอบการ 10,000 รายชื่อ เพื่อเสนอสภานิติบัญญัติในฐานะกฎหมายภาคประชาชน ซึ่งจะสลายพันธนาการที่ทำให้คนตัวเล็กเสียเปรียบทุนใหญ่มาอย่างยาวนาน”


ปลดล็อกข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง 4 มิติ สภาเอสเอ็มอีมุ่งมั่นผลักดันร่างกฎหมายที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการทำธุรกิจผ่าน 4 จุดเด่น:
1. Shattering Litigation Barriers: ทำลายกำแพงทางกฎหมายด้วยอำนาจการฟ้องคดีแบบกลุ่ม (Class Action) โดยสภาเอสเอ็มอีจะเป็นผู้ฟ้องแทนสมาชิก แก้ไขสถิติการชนะคดีต่อทุนใหญ่ที่ปัจจุบันเกือบเป็น 0%
2. Unlocking Liquidity: การกำหนด Credit Term 45 วัน จะสร้างสภาพคล่องคืนสู่ระบบทันที 250,000 ล้านบาทต่อปี ลดช่องว่างเมื่อเทียบกับประเทศผู้นำอย่างสิงคโปร์ที่อยู่ที่ 29 วัน
3. Definition Revolution: เปลี่ยนนิยามใหม่ให้ครอบคลุมธุรกิจสมัยใหม่ เช่น Startup และ Green SMEs โดยใช้เกณฑ์ "หรือ" แทน "และ" เพื่อไม่ให้ใครตกหล่นจากสิทธิการช่วยเหลือ
4. Market Guarantee: การันตีสัดส่วนจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ 30% ให้กับ SME ที่แท้จริง (Independent SMEs) เพื่อสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนสู่ท้องถิ่นกว่า 300,000 ล้านบาท

เสียงสะท้อนจากคนตัวเล็กสู่พลังทางการเมือง ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย หนึ่งในภาคีเครือข่ายสำคัญ ย้ำถึงวิกฤตการณ์ทุนข้ามชาติสวมสิทธิ์ (Nominee) และต้นทุนพลังงานที่บิดเบือน สภาเอสเอ็มอีจึงมุ่งเป้าเป็น "นิติบุคคลอิสระ" เพื่อเป็นปากเสียงทางการเมืองภาคประชาชนที่ทรงพลัง สามารถตรวจสอบและคานอำนาจทุนใหญ่ได้อย่างเท่าเทียม

พร้อมผนึกกำลังทีมที่ปรึกษา ดันกฎหมายเป็นเกราะคุ้มกันนโยบาย ยุทธศาสตร์ปี 2569-2570 จะได้รับการขับเคลื่อนอย่างเข้มข้น นำโดย นายอลงกรณ์ พลบุตร และ รศ.ดร.เอกพร รักความสุข ซึ่งจะเข้ามาดูแลการประสานงานกับ 34 หน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้มั่นใจว่าการปรับปรุงคุณภาพกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคจะเป็นไปเพื่อลดภาระและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับ SMEs ตามแนวทางของ OECD


การประชุมครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรรับเชิญพิเศษมาให้ข้อมูลในหัวข้อต่าง ๆ ได้แก่ “ภารกิจของ SME ในภูมิภาค ASEAN” โดย DATUK JOJIE SAMUEL เอกอัครราชทูตมาเลเซีย ประจำประเทศไทย “แนวโน้มเศรษฐกิจไทยและโครงการ SME Credit Boost" โดย นางสาววรางคณา อิ่มอุดม ผู้อำนวยการ ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย “การแข่งขันที่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี” โดย นายปวัน บุญประชา นักวิชาการแข่งขันทางการค้า สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) “การเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD กับความท้าทายของ SMEs” โดย นายธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

"พ.ร.บ. สภาเอสเอ็มอี จะเป็นเกราะคุ้มกันที่ทำให้เสียงของผู้ประกอบการรายย่อยดังไปถึงปารีส (สำนักงานใหญ่ OECD) และเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้การเข้าเป็นสมาชิกสมบูรณ์ในปี 2573 เป็นโอกาสทองของ SMEs ไทยอย่างแท้จริง" นายสุปรีย์ กล่าวทิ้งท้าย

สภาเอสเอ็มอีขอเชิญชวนภาคีเครือข่ายและพันธมิตรทุกภาคส่วนร่วมลงชื่อสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. และร่วมงาน “ASEAN Night” ที่จะจัดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ เพื่อเชื่อมโยงโอกาสทางการค้ากับทูตและนักธุรกิจทั่วอาเซียน

ติดตามสภาเอสเอ็มอี
FB : Thai SMEs Council
Line OA: Thai SMEs Council