การเลือกตั้งประธานส.อ.ท.คนใหม่ส่อวุ่น! “วิวรรธน์”ยื่นหนังสือต่อกกร. เรียกร้องให้ตรวจสอบการคอรัปชั่น หลังพบความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้งกรรมการ ส.อ.ท.วาระปี2569-2571 เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 พร้อมเสนอให้ผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะ
วันนี้ (1 เม.ย. 2569) นายวิวรรธน์ เหมมณฑารพ สมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และเป็นผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อกรรมการสรรหา ได้ยื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ (กกร.) ในฐานะเป็นองค์กรภาคเอกชนที่สำคัญของประเทศ และเครือข่าย กกร.และเพื่อนไม่ทน ที่มุ่งเน้นต่อต้านการคอรัปชั่น( Zero Corruption )โดยเรียกร้องให้ตรวจสอบการเลือกตั้งกรรมการ ส.อ.ท. วาระปี2569-2571 เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2569 หลังพบว่ามีความไม่โปร่งใส และขอให้ผลการเลือกตั้งกรรมการฯดังกล่าวเป็นโมฆะ เพื่อรักษาธรรมาภิบาลและเกียรติภูมิขององค์กร
สืบเนื่องจากช่วง 2 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งกรรมการฯ ส.อ.ท. มีการร้องเรียนความไม่โปร่งใสจากสมาชิกแคนดิเดตประธานส.อ.ท.ทั้ง 2 ฝ่าย และที่มีปรากฏเป็นข่าวผ่านสื่อมวลชนตามช่องทางต่างๆจำนวนมาก โดยคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของสภาฯ ซึ่งแต่งตั้งโดยประธาน ส.อ.ท. ในเบื้องต้นตรวจพบหลักฐานและเส้นทางการเงินจริงตามที่ได้รายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร สอท.ในวันที่ 23 มีค. 2569 ข้อมูลดังกล่าว อาจจะเข้าข่ายลักษณะความผิดทางกฎหมายอย่างร้ายแรงในประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้หรือไม่ ได้แก่
การมีขบวนการซื้อเสียงและอาจจะมีการให้พนักงานของบริษัทนั้นๆ หรือกลุ่มบุคคล หรือบุคคลใดๆ มาเป็นผู้แทน 1 ใน 3 เปรียบเสมือนเป็น nominee จำนวนมาก โดยมีหลักฐานเส้นทางการเงินบางส่วนตามที่มีการชี้แจงมาในการประชุม กบ. อย่างชัดเจน พร้อมรายชื่อ nominee
ทั้ง 2 ฝ่ายต่างกล่าวหาว่ามีการปลอมแปลงเอกสารและเปลี่ยนแปลงผู้แทนใช้สิทธิ์ของสมาชิกบางราย ตามที่มีการร้องเรียนมายัง ส.อ.ท.ให้ทราบและช่วยตรวจสอบ ซึ่งบางกรณี ในเบื้องต้นตามที่มีการรายงานในที่ประชุม พบว่าชื่อที่เปลี่ยนเป็นชื่อของพนักงานของบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งและมีส่งมาจากอีเมล์ของพนักงานอีกคนหนึ่งจากบริษัทเดียวกัน ซึ่งมิได้เป็นไปตามเจตนาของผู้มีสิทธิ์ตัวจริง และก็มีการถกเถียงทั้ง 2 ฝ่ายถึงข้อเท็จจริงนั้นๆ
มีการสมัครสมาชิกใหม่จำนวนมากในช่วงเวลาใกล้การเลือกตั้ง มีข้อสังเกตเกี่ยวกับแหล่งที่มาของการชำระค่าสมัครว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร
ความเป็นไปได้ของความเชื่อมโยงระหว่างผู้มาใช้สิทธิ์จำนวนหนึ่งกับกลุ่มบุคคล บุคคลหรือองค์กรเดียวกันที่อาจจะมีปัญหาด้านธรรมาภิบาลที่เหมาะสม
แม้ข้อเท็จจริงทั้งหมดจะยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ได้สร้างข้อครหาในวงกว้างว่า กระบวนการได้มาซึ่งคะแนนเสียงอาจไม่เป็นไปโดยสุจริตและไม่เป็นธรรม ซึ่งไม่ใช่เพียงประเด็นทางเทคนิคของการเลือกตั้ง แต่เป็นวิกฤติด้านธรรมาภิบาลของการเลือกตั้งของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งอาจจะเกิดจากการกระทำของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้ง 2 ฝ่าย จึงได้แจ้งให้ประธานดำเนินการเลือกตั้งไปแล้วว่า “ไม่ว่าผู้ใดเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้ง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยก็เป็นฝ่ายแพ้” การเป็นตัวแทนก็จะไม่สง่างาม เป็นวิกฤติด้านธรรมาภิบาลของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยโดยรวม และอาจนำไปสู่วิกฤติความเชื่อมั่นต่อองค์กรในระยะยาว
ดังนั้น เพื่อรักษาเกียรติภูมิ ความน่าเชื่อถือ และความสง่างามขององค์กร ขอให้เร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน ดังนี้ คือ ให้มีการตรวจสอบเชิงลึกอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในประเด็นกระบวนการปลอมแปลงเอกสารและเปลี่ยนแปลงชื่อผู้แทนใช้สิทธิ์ของสมาชิก , การทุจริต ซื้อเสียง ว่าเกิดขึ้นจริงหรือไม่ รวมทั้งเส้นทางการเงิน การชำระค่าสมาชิก และnominee ที่เป็นผู้แทนใช้สิทธิ์มีความเกี่ยวพันกันอย่างไร ,การสมัครสมาชิกใหม่ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง มีแหล่งที่มาของการชำระค่าสมัครว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร, ความเชื่อมโยงของผู้มาใช้สิทธิ์ ว่ามีลักษณะเป็นอิสระหรือไม่ หรือมีความสัมพันธ์กับกลุ่มบุคคล บุคคคลหรือองค์กรเดียวกันอย่างไร
นอกจากนี้ขอให้เปิดเผยผลการตรวจสอบต่อสมาชิกอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้เกิดความโปร่งใส เกิดความเข้าใจ และฟื้นฟูความเชื่อมั่นขององค์กร และหากในกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงที่มีนัยสำคัญ ให้พิจารณาดำเนินการตามระเบียบ เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้ “เป็นโมฆะ” และจัดให้มีการแก้ไขกฏระเบียบการเลือกตั้งใหม่ ที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดแก่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในระยะยาว และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ภายใต้กฎระเบียบใหม่และมีกระบวนการที่โปร่งใสอย่างแท้จริง
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท) และในฐานะประธานกกร. กล่าวว่า กกร.รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาภายใต้กรอบนโยบาย "Zero Corruption" หรือกกร. และเพื่อนไม่ทนต่อการคอร์รัปชัน โดยถือเป็นเคสแรกที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่เป็นการร้องเรียนเรื่องทุจริตภายในภาคเอกชนเอง
หลังจากนี้จะต้องมีการหารือร่วมกับภาคีเครือข่าย อาทิ ป.ป.ช., ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. ฯลฯ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและขอข้อมูลหลักฐานต่างๆ ประกอบการพิจารณา ส่วนการเลือกประธาน ส.อ.ท. คนใหม่ ไม่สามารถตอบได้ว่าจะยืดเวลาออกไปหรือไม่ แต่ตาม พ.ร.บ. จะต้องดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 30 วันหลังการเลือกตั้งกรรมการ หรือภายในสิ้นเดือนเม.ย.นี้ และหากมีการเลือกประธานส.อ.ท.คนใหม่ อาจจะมีการเสนอชื่อกรรมการขึ้นมาเป็นแคนดิเดตเพิ่มมากกว่า 1-2คน นอกเหนือจากนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ที่ได้รับการสนับสนุนจากนายชนะ ภูมี ที่ได้ถอนตัวชิงประธานส.อ.ท.ก่อนการเลือกตั้งกรรมการฯล่วงหน้า 3วัน