นักวิเคราะห์คาด จีดีพีปีนี้โต 1.72% และต่ำสุดที่ 1.5% แรงหนุนจาก"การเมือง-เงินไหลเข้า " แม้เผชิญแรงกดดันสงคราม-น้ำมันโลก คาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปี69 ของตลาดเฉลี่ยได้ที่ 87.64 บาทและEPS Growth ปีนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 4.76% ลุ้น SET Index สิ้นปีปิด 1,516
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยผลการสำรวจความเห็นสมาชิกนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน รวม 25 สำนัก เกี่ยวกับมุมมองการลงทุนปี 2569
โดยสรุปจากผลสำรวจที่มีสมมติฐานหลักคือราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยของปีนี้ 80.80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่สมมติฐาน GDP ปี 69 ผู้ที่คาดต่ำสุดที่ 1.5% และผู้คาดสูงสุดที่ 2% โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.72% ปรับขึ้นจากเดิมที่ 1.67% (ม.ค.69) ซึ่ง Risk Free Rate ที่ใช้ในการประเมินมูลค่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.04% และRisk Premium ของตลาดหุ้น เฉลี่ยอยู่ที่ 8.07%
สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อทิศทางการลงทุนจนถึงสิ้นปี 2569 แบ่งเป็นปัจจัยบวกคือปัจจัยด้านการเมืองในประเทศที่ให้คะแนนให้อย่างชัดเจนว่าเป็นผลบวก และรองลงมาคือ Fund Flows จากต่างประเทศสู่ตลาดหุ้นไทย
ขณะที่ส่วนปัจจัยลบ มีถึง 7 ปัจจัย คือ สถานการณ์สงครามสหรัฐ-อิหร่าน-อิสราเอล รองลงมาสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก ตามมาด้วยการลดหรือยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของประเทศสำคัญทั่วโลก และปัจจัยด้านเศรษฐกิจต่างประเทศทั้ง อเมริกา ยุโรป เอเชียตามลำดับ
ส่วนปัจจัยที่น่าจับตามองเป็นพิเศษในไตรมาส 2 คือ สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง และ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่
ด้านคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ณ สิ้นปี 2569 มีนักวิเคราะห์มองว่าจะคงที่ที่ 1% รองลงมามองว่าอาจลดลงมาที่ 0.75% และยังมีบางส่วนมองว่าจะลดลงได้ถึง 0.5% (ณ ปัจจุบัน 1 เมษายน อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1%)
สำหรับทางด้านคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปี 2569 ของตลาดเฉลี่ยได้ที่ 87.64 บาท ปรับลดลงจากผลสำรวจครั้งก่อน ซึ่งอยู่ที่ 91.17 บาท ต่อหุ้น และคาดว่า EPS Growth ของปี 2569 เฉลี่ยอยู่ที่ 4.76%
ขณะที่การคาดการณ์ทิศทางหุ้นไทยมีแนวโน้มไปในทิศทางบวก คาดว่าจะปิดสิ้นไตรมาสแรกที่ 1,464 จุดและเมื่อมองตลอดปี จะแกว่งตัวในกรอบ 1,310 ถึง 1,570 จุด โดยไปปิดสิ้นปี 2569 ที่ 1,516 จุด
นักวิเคราะห์แนะนำให้มีการกระจายพอร์ตการลงทุน แบ่งเป็นเงินสดและเงินฝากระยะสั้น 14.82% กองทุนตราสารหนี้ 17.40% หุ้นหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 26.8% หุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย 27% ทองคำหรือกองทุนทองคำ 9.08% กองทุนอสังหาฯหรือ REIT 3.7% สินทรัพย์อื่นๆ เช่น สินทรัพย์ทางเลือก หรือกองทุนในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ 1.2%
โดยความเห็นต่อการลงทุนหุ้นต่างประเทศ / กองทุนหุ้นต่างประเทศ แนะนำกลุ่มเทคโนโลยี เน้น AI / Data Center / Semiconductor กลุ่มพลังงาน (นิวเคลียร์) และ โครงสร้างพื้นฐาน Selective Asia เช่น จีน เกาหลี อินเดีย ญี่ปุ่น
ทั้งนี้ มีหลักทรัพย์ที่เกี่ยวกับการลงทุนต่างประเทศและทองคำ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (DR) ที่แนะนำตรงกันตั้งแต่ 10 สำนักขึ้นไป มีดังนี้(เรียงชื่อตามอักษรย่อ) ได้แก่ AAPL80 BABA80 NVDA80
สำหรับการลงทุนหุ้นไทยนั้น แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในหมวดค้าปลีก พลังงานและสาธารณูปโภค การแพทย์ เทคโนโลยีและการสื่อสาร ในขณะที่ให้ลดน้ำหนักการลงทุนใน หมวดปิโตรเคมี และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
ขณะที่หุ้นที่แนะนำตรงกันตั้งแต่ 6 สำนักขึ้นไป มีดังนี้คือ ADVANC มองว่ากำไรมีการเติบโตดี ธุรกิจไม่อิงปัจจัยภายนอกมากนัก , AMATA คาดยอดขายที่ดินปีนี้กลับมาเพิ่มขึ้น มาร์จิ้นแข็งแกร่งต่อเนื่อง ซึ่งหนุนรายได้และกำไรต่อเนื่อง ส่วน BDMS แนวโน้มผลประกอบการดี มีโอกาสฟื้นตัวหลังสงครามตะวันออกกลางจบ และGULF แนวโน้มกำไรปกติปี 2026 มีโอกาสเติบโตจากปีก่อน ได้ทุกไตรมาส จากการรับรู้รายได้โครงการพลังงานหมุนเวียนใหม่ที่ COD เพิ่มเติมต่อเนื่อง และค่าความพร้อมจ่ายในตลาดไฟฟ้าของสหรัฐฯที่สูงขึ้น รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจาก ADVANC ที่เติบโตต่อเนื่อง และการรับรู้เงินปันผลจาก KBANK เพิ่มขึ้นจากปี 2025 หลังเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นจาก 5% เป็น 10% ตามด้วย KTB มองว่ากำไรมั่นคง ได้รับการสนับสนุนจากงานภาครัฐ มีปันผลสูง และ TRUE อยู่ในกลุ่มสื่อสารที่เป็น Defensive & Dividend Play ซึ่งเหมาะกับการลงทุนในช่วงที่สินทรัพย์ลงทุนทั่วโลกกำลังกังวลกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานยังเป็นกลุ่มที่กำไรปีนี้มีการเติบโต จากโครงสร้างรายได้ที่ไม่ถูกกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ หรือภาวะสงคราม และต้นทุนที่ลดลงตามต้นทุนค่าคลื่นที่ถูกลง
ส่วนหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ หุ้นกลุ่มธุรกิจก่อสร้าง กลุ่มโรงไฟฟ้า เนื่องจากต้นทุนก๊าซสูง และหุ้นสายการบินที่มีหนี้สูง ได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันแพง
นักวิเคราะห์ยังแนะนำไปยังรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายที่จะมีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ มีความคุ้มค่ากับงบประมาณ โดยกล่าวถึงมาตรการทั้งในระยะสั้นและระยะยาวคือการเสนอด้านการช่วยเหลือภาคธุรกิจ ได้แก่ การกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน สร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน (TISA) และการปรับโครงสร้างสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต การดึงดูดเงินทุนต่างชาติ (FDI) และกลุ่ม Deep Tech และการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อกระตุ้นการลงทุนเทคโนโลยี/AI
รวงทั้งการเสนอให้เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ระบบขนส่งทางราง เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ระบบเศรษฐกิจ และเสนอนโยบายช่วยเหลือภาคประชน ได้แก่ การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ลดค่าครองชีพ พัฒนาทักษะแรงงาน เพิ่มกำลังการบริโภคภายในประเทศและการใช้จ่ายของประชาชน