xs
xsm
sm
md
lg

ฮอนด้ายอมรับ e:N2 “ราคา ยังสู้จีนไม่ได้” ชี้อยู่ช่วงเรียนรู้ ปรับเกม EV ก่อนลุยเต็มรูปแบบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


โคจิ อิวานามิ
โคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย โดยยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า การเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Honda e:N2 ที่ผ่านมา ยังไม่สามารถแข่งขันด้านราคาในตลาดได้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับผู้ผลิตจากประเทศจีนที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนอย่างชัดเจน

“เราก้าวเข้าสู่ตลาดแล้ว แต่ต้องยอมรับว่า ณ วันนี้ ราคาของ e:N2 ยังไม่สามารถแข่งขันเพื่อสร้างยอดขายในระดับวอลลุ่มได้” โคจิ อิวานามิ กล่าว พร้อมระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าฮอนด้ายังอยู่ใน “ช่วงเรียนรู้” ของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า


ซีอีโอฮอนด้า อธิบายว่า ปัจจุบันบริษัทกำลังศึกษาและทำการบ้านอย่างรอบด้าน ทั้งโครงสร้างต้นทุน พฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงรูปแบบการแข่งขันและการให้บริการหลังการขาย เพื่อสร้างความพร้อมในการแข่งขันในระยะยาว “หากเราก้าวเข้าสู่การแข่งขันเร็วเกินไป โดยที่ทุกอย่างยังไม่สมบูรณ์แบบ จะมีความเสี่ยงสูง” เขากล่าว

สำหรับกลุ่มเป้าหมายของ e:N2 ในปัจจุบัน ยอมรับว่าเป็นลูกค้าที่มีรายได้ค่อนข้างสูง เนื่องจากระดับราคายังไม่สามารถเข้าถึงตลาดแมสได้ แม้ฮอนด้าจะตั้งใจให้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นทางเลือกสำหรับคนรุ่นใหม่ก็ตาม



เชิงกลยุทธ์ ฮอนด้ายังคงให้น้ำหนักกับรถยนต์ไฮบริดในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยมองว่าเป็น “สะพาน” สำคัญสู่การเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาของรถยนต์ BEV ที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากแบรนด์จีน

ขณะเดียวกัน ฮอนด้ายืนยันว่าจะยังคงพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องในระดับโลก โดยมีแผนพัฒนามากกว่า 20 รุ่น แม้จะมีการปรับแผนบางรุ่นในตลาดสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทย บริษัทมีแผนทยอยเพิ่มรถยนต์ไฟฟ้าในไลน์อัพ รวมถึงการเข้าสู่เซกเมนต์ใหม่ในอนาคต


ในมุมมองตลาดยานยนต์ไทย ฮอนด้าประเมินว่า ปัจจุบันสัดส่วนรถยนต์นั่งแบ่งเป็น ไฮบริดประมาณ 40% รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ราว 35% และเครื่องยนต์สันดาปภายในประมาณ 25% โดยคาดว่าสัดส่วน BEV จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังไม่ถึง 100% ในระยะอันใกล้

ด้านเป้าหมายการดำเนินธุรกิจของฮอนด้า ยืนยันว่าแผนยอดขายในประเทศไทยยังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 115,000 คันภายในปี 2030 ส่วนปีนี้คาดว่าจะมียอดขายอยู่ที่ 76,000 คัน


ทั้งนี้ ภายใต้เป้าหมายดังกล่าว บริษัทคาดว่าสัดส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะมุ่งเน้นการพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในตลาดจริง ควบคู่ไปกับการขยายไลน์อัพรถยนต์ในกลุ่มที่มีศักยภาพสูง เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ส่วนความเป็นไปได้ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยนั้น ผู้บริหารฮอนด้าระบุว่า จะเกิดขึ้นได้เมื่อมีปริมาณยอดขายเพียงพอ เพื่อให้สามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ



นอกจากนี้ ฮอนด้ายังเตรียมเดินหน้าปรับปรุงผลิตภัณฑ์ในกลุ่มไฮบริดอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ทั้งในรุ่นหลักอย่าง Honda Civic, Honda CR-V, Honda City และ Honda Accord พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันให้ดียิ่งขึ้น

ท้ายที่สุด ซีอีโอฮอนด้าย้ำว่า สิ่งที่แบรนด์ให้ความสำคัญสูงสุดยังคงเป็น “ประสบการณ์การขับขี่” หรือฟีลลิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของฮอนด้า พร้อมเชิญชวนลูกค้าให้ทดลองขับด้วยตนเอง เพื่อสัมผัสคุณค่าที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว