กองทุนบัวหลวงมองสมมุติฐานที่สงครามคลี่คลายหรือหยุดยิงในช่วง เม.ย.-มิ.ย. 2569 สูงถึง65%
ทรัมป์ถูกกดดันให้เร่งปิดเกมสงคราม หวั่นบาดแผลทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเพิ่มความเสี่ยงต่อการ เสียอำนาจคุมสภาผู้แทนราษฎร
รีพับลิกันมีเสียงในสภาผู้แทนฯ มากกว่าเดโมแครตเพียง 4 ที่นั่ง เท่านั้นถ้าเสียเพิ่มอีกแค่ 5 ที่นั่ง ก็มีโอกาสเสียการคุมสภา และมีความเสี่ยงที่อาจเสียมากถึง 25-35 ที่นั่ง
รัฐบาลเป็ดง่อย ทรัมป์อาจอยู่ในตำแหน่ง แต่ขับเคลื่อนนโยบายได้ยาก และอาจถูกสอบสวนหรือจำกัดอำนาจทางการเมืองมากขึ้น
สงครามยุติเร็วและ เงินทุนต่างชาติไหลกลับ หุ้นไทยมีโอกาสขึ้นไปถึง 1,580 จุด
นายบรรณรงค์ พิชญากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด หรือ BBLAM บอกว่า แนวโน้มความขัดแยังในตะวันออกกลางรอบนี้ ทีมวิจัยกลยุทธ์การลงทุนของกองทุนบัวหลวงได้แบ่งความเป็นไปได้ออกเป็น 3 สมมุติฐานด้วยกัน และมีความเป็นไปได้ที่จะคลี่คลายหรือหยุดยิงในช่วงเมษายนถึงมิถุนายน สูงที่สุดจากการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในด้านต่างๆประกอบกัน
สมมุติฐานแรกคือ สงครามมีโอกาสคลี่คลายหรือหยุดยิงในช่วงเมษายนถึงมิถุนายน ซึ่งมีความเป็นไปได้มากที่สุดถึง 65% จากข้อมูลในช่วงเช้าวันที่ 30 มีนาคม 2569 โดยมีหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งสัญญาณจากฝั่งสหรัฐที่ระบุว่าอิหร่านยอมรับขอเสนอส่วนใหญ่ 15 ข้อ ความพร้อมของปากีสถานในการเป็นเจ้าภาพการเจรจา และน้ำหนักที่ตลาดไว้ค่อนข้างสูงว่า ทรัมป์จะยุติปฏิบัติการได้ภายในสิ้นเดือนมิถุนายน นอกจากนี้ เมื่อมีสัญญาณทางการทูตเพิ่มขึ้น ความน่าจะเป็นของสงครามที่จะจบเร็วก็ถูกปรับขึ้นต่อเนื่อง
สมมุติฐานที่ 2: สงครามยืดถึงครึ่งหลังของปี 2569 คือกรณีที่สงครามไม่จบในไตรมาส 2 แต่ยืดไปถึงช่วง กรกฎาคมถึงธันวาคม 2569 จะมีความเป็นไปได้ที่ 23% ซึ่งยังถือว่าเป็นความเสี่ยงที่มองข้ามไม่ได้ เพราะกรณีนี้จะทำให้ผลกระทบทางเศรษฐกิจเริ่มสะสมชัดขึ้น ทั้งในรูปของต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นในระยะเวลาที่นาน เงินเฟ้อที่กดลงยาก และการชะลอตัวของการบริโภคและการลงทุน
สมมุติฐานสุดท้ายคือ สงครามยืดเยื้อเป็นหล่มถึงปี 2570 ซึ่งเป็นกรณีที่สงครามไม่ใช่แค่ยืด แต่กลายเป็น สงครามลากยาวไปถึงปี 2570 ซึ่งมีความเป็นไปได้ 12% แม้จะมีความน่าจะเป็นต่ำสุด แต่เป็นกรณีที่เลวร้ายที่สุดในเชิงผลกระทบ และถ้าเกิดขึ้นจริง จะไม่ใช่เพียงปัญหาด้านความมั่นคง แต่จะกลายเป็นแรงกระแทกทางเศรษฐกิจและการเมืองในวงกว้าง
ทรัมป์เสี่ยงเสียอำนาจคุมสภา แรงกดดันสงครามต้องจบ
ความเป็นไปได้ที่สงครามในตะวันออกกลางมีโอกาสที่จะจบเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากแรงกดดันทางการเมืองของ ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ส่งผลให้สหรัฐฯพยายามกดดันคู่ขัดแย้งให้หันมาเจรจา หรือไม่ปล่อยให้สงครามกลายเป็นบาดแผลยาวก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่ทรัมป์จะเสียการควบคุมสภาผู้แทนราษฎรลดลง
จุดอ่อนสำคัญของทรัมป์ไม่ใช่แค่สงคราม แต่คือการเข้าสู่สงครามในช่วงที่ฐานการเมืองอ่อนแรงอยู่แล้ว ทั้งคะแนนนิยมทั่วไป คะแนนนิยมด้านเศรษฐกิจ และแรงต้านจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่เห็นด้วยอย่างหนัก
นอกจากนี้ กฎเหล็กทางการเมืองสหรัฐหากประธานาธิบดีที่มีคะแนนนิยมต่ำกว่า 50% ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม มักเสียที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด และหากคะแนนนิยมอยู่ในช่วง 40% ถึงต่ำกว่า 50% มักเสียที่นั่งเฉลี่ยประมาณ 37 ที่นั่ง ขณะที่หากต่ำกว่า 40% มีโอกาสเกิดการแพ้แบบราบคาบ ซึ่งทรัมป์กำลังเผชิญกับระเบิดเวลาลูกนี้อยู่มากกว่าจะเป็นเพียงแรงกดดันชั่วคราว
ยิ่งเมื่อเทียบกับโครงสร้างเสียงในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งรีพับลิกันมีเสียงมากกว่าเดโมแครตเพียง 4 ที่นั่ง เท่านั้น ความเสี่ยงยิ่งชัด เพราะในทางปฏิบัติ แค่เสียเพิ่มอีก 5 ที่นั่ง ก็เท่ากับเสียการควบคุมสภาแล้ว และตอนนี้ก็มีความเสี่ยงสูงมาก
ที่รีพับลิกันอาจเสียถึง 25–35 ที่นั่ง จนเสียการควบคุมสภากลายเป็นรัฐบาลเป็ดง่อย ที่ยังอยู่ในตำแหน่งแต่ขับเคลื่อนนโยบายได้ยาก และมีโอกาสถูกสอบสวนและถูกจำกัดอำนาจทางการเมืองมากขึ้น
สงครามจบเร็ว-โฟลว์เข้า หนุนหุ้นไทยมีโอกาส1,580
ดร.ธนาวุฒิ พรโรจนางกูร ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน กล่าวว่า สำหรับมุมมองด้านการลงทุน จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอลและอิหร่าน เข้าสู่สัปดาห์ที่สี่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นปัจจัยสำคัญกดดันเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ทำให้ GDP อาจถูกปรับลดลง ขณะที่ ดัชนี SET มีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบ 1,420-1,475 จุด ณ สิ้นปี โดยมองหุ้นกลุ่มพลังงานยังได้รับประโยชน์หลัก จากราคาพลังงานขาขึ้น และยังมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มธนาคารกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ และปิโตรเคมี
“แนวโน้มตลาดหุ้นไทยน่าจะถูกกดดันจากสงครามซึ่งถ้ามีความยืดเยื้อเกิน3เดือนและถ้าระดับน้ำมันอยู่เกินระดับ120ดอลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลล จะกระทบการเติบโตของจีดีพีจากระดับ2%ปรับลดลงมาเหลือ1.6%ซึ่งจะกระทบต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนต้องปรับตัวลงด้วยเช่นกันทำให้ดาวน์ไซด์ของตลาดหุ้นไทยจะอยู่ที่ระดับ 1,280 อย่างไรก็ตามหากประเด็นสงครามจบเร็วและมีเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาลงทุนหุ้นไทยก็มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปถึงระดับ 1,580 จุดได้เช่นกัน“ดร.ธนาวุฒิกล่าว
ไทยก่อนเกิดสงครามถือว่าพื้นฐานเริ่มดีขึ้น แต่จะโดนน้ำมันกระแทกโดยตรง ซึ่งเศรษฐกิจไทยก่อนเกิดสงครามมีสัญญาณดีขึ้น ทั้งฝั่งการส่งออก อุปสงค์ในประเทศ ความเชื่อมั่น และตัวชี้วัดการลงทุน แต่เมื่อเกิดช็อกราคาน้ำมัน ไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรงต่อทั้ง GDP และเงินเฟ้อ มากน้อยขึ้นกับระดับและระยะเวลาที่น้ำมันทรงตัวสูง
อย่างไรก็ตามหุ้นไทยฟื้นกลับมาถึงระดับมูลค่าเฉลี่ยระยะยาวแล้ว แต่โมเมนตัมเชิงบวกสะดุดจากสงคราม ทำให้ตลาดยังอยู่ในช่วง re-rating ได้ การซื้อขายกระจุกในบางกลุ่มอุตสาหกรรม และแม้เงินทุนต่างชาติยังเป็นบวกสุทธิแบบ YTD แต่ก็ยังไม่ใช่ภาวะกระจายตัวทั่วทั้งตลาด