นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(1เม.ย.69)ที่ระดับ 32.54 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.95 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.40-32.75 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง เข้าใกล้โซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.51-33.00 บาทต่อดอลลาร์) ตอบรับกระแสข่าว ประธานาธิบดีอิหร่าน ส่งสัญญาณพร้อมเจรจายุติสงครามกับทางฝั่งสหรัฐฯ ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างมีความหวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ตะวันออกกลางที่อาจทยอยคลี่คลายลงได้ และต่างปรับลดความคาดหวังที่บรรดาธนาคารกลางหลักอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัว
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะ ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ในเดือนมีนาคม รวมถึง ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรม (ISM Manufacturing PMI) ในเดือนมีนาคม และยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนกุมภาพันธ์
ส่วนแนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เรามองว่า การพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเร็ว แรง ของเงินบาท (จนทะลุกรอบล่าง 32.70 บาทต่อดอลลาร์ ที่เราประเมินไว้ในวันก่อนหน้า) ได้ย้ำมุมมองของเราที่เตือนว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญการเคลื่อนไหวผันผวนสูง แบบ Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางอย่างรวดเร็วและรุนแรง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งต้องจับตา แนวโน้มการเจรจาหยุดยิงและยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึง ความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะยกระดับการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้ฝั่งอิหร่านกลับมาเจรจามากขึ้นได้
อย่างไรก็ดี การประเมินแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาทในระยะข้างหน้านั้น อาจยังคงจำเป็นต้องอาศัยการประเมิน Scenario Analysis ควบคู่กับการวิเคราะห์มุมมองของผู้เล่นในตลาดว่า ณ ขณะนั้น กำลังคาดหวังแนวโน้มพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางในรูปแบบไหน โดยล่าสุด หากประเมินจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของบรรดาธนาคารกลางหลัก อาจสะท้อนว่า ผู้เล่นในตลาดเริ่มมีความหวังมากขึ้น ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจทยอยคลี่คลายลงได้ภายในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ ตามไทมไลน์ที่ประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ได้ระบุไว้ก่อนหน้า แต่ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่มั่นใจต่อภาพดังกล่าวนัก ดังจะเห็นได้จากการประเมินโอกาส FED ลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ เพียง 38% (เรามองว่า หากจะชี้ว่า ผู้เล่นในตลาดมั่นใจว่า สถานการณ์จะคลี่คลายลงได้ใน 1-2 สัปดาห์ อาจต้องเห็นการคาดหวัง โอกาสราว 90% เป็นอย่างน้อย ต่อการลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ของ FED ในปีนี้)
ทำให้ หากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายได้ตามที่ผู้เล่นในตลาดกำลังคาดหวังอยู่ อาจเห็นการอ่อนค่าลงเพิ่มเติมของเงินดอลลาร์ พร้อมกับการย่อตัวลงบ้างของบอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลก (สอดคล้องกับการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัวของบรรดาธนาคารกลางหลัก) ส่วนราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นต่อบ้าง ส่งผลให้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ และมีโอกาสทดสอบโซนแนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม จะมีโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติรวมกันเกิน 1 แสนล้านบาท
ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทวีความรุนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าที่ตลาดกำลังคาดหวังอยู่ หรือกล่าวได้ว่า พัฒนาการของสถานการณ์มีแนวโน้มเป็น Moderate หรือ Worst Case Scenarios ที่เราประเมินไว้ ในกรณีนี้ เงินดอลลาร์จะสามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลก ตามการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ซึ่งจะกดดันให้ ราคาทองคำเสี่ยงปรับตัวลงแรง และมีโอกาสเห็นราคาทองคำทดสอบโซนแนวรับ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ ซึ่งหากประเมินร่วมกับโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติในช่วงไตรมาสที่ 2 เงินบาทเสี่ยงพลิกกลับมาอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และอาจอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าว จนถึงโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้