xs
xsm
sm
md
lg

บลจ.บัวหลวงลั่นAUMทะลุล้านล้าน ลุ้นสงครามจบเร็ว-โฟลว์เข้าหนุนหุ้น1,580

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



บลจ.บัวหลวงตั้งเป้าปั้ม AUM ปี69 โตไม่ต่ำกว่า 9-10%ยอดรวมทะลุ 1 ล้านล้านบาท หลังปิดปี 2568 ที่ 9.8 แสนล้านบาท พร้อมเดินหน้าโอนธุรกิจจาก BCAP ให้เสร็จภายในปีนี้ เสริมศักยภาพรุกลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งสูง ควบคู่ขยายผลิตภัณฑ์ผ่านเครือข่ายพันธมิตรจัดการกองทุนระดับโลก 16 ราย ระบุสงครามตะวันออกกลางกดดันเศรษฐกิจอาจโตต่ำเป้า พร้อมคาดหุ้นไทย 1,420-1,475 จุด แต่หากสงครามจบเร็วและเงินทุนต่างชาติไหลกลับ มีโอกาสเห็นดัชนีขึ้นแตะ 1,580 จุด

นายบรรณรงค์ พิชญากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด หรือ BBLAM เปิดเผยว่า มูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหาร (AUM) ณ สิ้นปี 2568 ของ BBLAM ภายหลังการเข้าถือหุ้นทั้งหมด ในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บางกอกแคปปิตอล (BCAP) ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2568 อยู่ 980,466 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.17% จากปีก่อน แบ่งเป็นกองทุนรวม 811,708 ล้านบาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 131,089 ล้านบาท และกองทุนส่วนบุคคล 37,669 ล้านบาท

ส่วนปีนี้บริษัทคาดว่าจะสามารถผลักดันAUMให้เติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 9-10% ซึ่งเป็นการเติบโตเทียบเท่ากับอุตสาหกรรมกองทุนรวมในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้AUMของบริษัททะลุระดับ1ล้านล้านบาทได้ โดยแผนงานในปีนี้บริษัทยังคงเดินหน้าวางแผนการโอนธุรกิจจาก BCAP คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการให้บริการ และขยายผลิตภัณฑ์การลงทุนให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งสูง

นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งยกระดับการให้บริการทั้งลูกค้าและพันธมิตร โดยเน้นการทำงานใกล้ชิดกับธนาคารกรุงเทพ ซึ่งเป็นช่องทางจัดจำหน่ายหลัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้ข้อมูลการลงทุนแก่ผู้แนะนำการลงทุนและเครือข่ายสาขา และขยายผลิตภัณฑ์ให้หลากหลาย พร้อมพัฒนาการบริหารจัดการกองทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดี ภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม

“ในช่วง4ปีที่ผ่านมาเราค่อนข้างเติบโตช้ากว่าอุตสาหกรรมหรือเติบโตแค่ระดับ3%ต่อปี ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการครบกำหนดไถ่ถอนของกองทุนประหยัดภาษีที่เป็นจุดแข็งของเราทั้งLTFและRMF อย่างไรก็ตามหลังจากที่ผมเข้ามารับตำแหน่งในปีที่ผ่านมาเชื่อว่าบริษัทยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมากหากเทียบจากฐานเงินฝากที่เป็นลูกค้าแบงก์กรุงเทพ รวมถึงการควบรวมกับ บลจ.บีแคป ซึ่งจะช่วยในการเติบโตในส่วนของลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูงภายใต้แนวทางเดียวกัน“นายบรรณรงค์

ลุยตั้งกองทุนคอร์พอร์ต จับมือ16พันธมิตรช่วยคัดกองทุนเด่น

นายบรรณรงค์ กล่าวอีกว่า กลยุทธ์สำคัญอีกอย่างในปีนี้คือการออกกองทุนที่สามารถตอบโจทย์ให้แก่ลูกค้า และต้องเป็นกองทุนที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมในการเป็นพอร์ตหลักของลูกค้าในการจัดพอร์ตลงทุน โดยจะมีการต่อยอดโครงการ Multi-Manager Partnerships ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อสร้างบริการกิจกรรมการให้ข้อมูลแก่นักลงทุน รวมถึงความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น ปัจจุบัน BBLAM มีกองทุนที่บริหารโดยบริษัทจัดการกองทุนระดับโลกมากถึง 16 ราย ที่นำเสนอกองทุนรวมที่คัดสรรมาอย่างดีให้กับผู้ลงทุน

จุดเด่นของโครงการ Multi-Manager Partnerships จะช่วยดึงความร่วมมือจากพันธมิตรระดับโลกที่โดดเด่นในด้านต่างๆ เพื่อนำเสนอบริการให้กับผู้ลงทุน ซึ่งช่วยให้ BBLAM สามารถมีและพัฒนาผลิตภัณฑ์กองทุนที่หลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยทำให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากการมีทางเลือกในการลงทุนที่หลากหลายกระจายความเสี่ยงได้เหมาะสม โดยได้รับข้อมูลด้านการลงทุนและการบริการที่ดียิ่งขึ้น ผ่านกิจกรรม เพื่อให้ความรู้และให้ข้อมูลที่อัพเดทกับผู้แนะนำการลงทุนของธนาคาร ผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนหน่วย

*ชี้สงครามจบเร็ว-โฟลว์เข้า หนุนหุ้นไทยมีโอกาส1,580 

ดร.ธนาวุฒิ พรโรจนางกูร ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน กล่าวว่า สำหรับมุมมองด้านการลงทุน จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอลและอิหร่าน เข้าสู่สัปดาห์ที่สี่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นปัจจัยสำคัญกดดันเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ทำให้ GDP อาจถูกปรับลดลง ขณะที่ ดัชนี SET มีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบ 1,420-1,475 จุด ณ สิ้นปี โดยมองหุ้นกลุ่มพลังงานยังได้รับประโยชน์หลัก จากราคาพลังงานขาขึ้น และยังมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มธนาคารกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ และปิโตรเคมี

“แนวโน้มตลาดหุ้นไทยน่าจะถูกกดดันจากสงครามซึ่งถ้ามีความยืดเยื้อเกิน3เดือนและถ้าระดับน้ำมันอยู่เกินระดับ120ดอลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลล จะกระทบการเติบโตของจีดีพีจากระดับ2%ปรับลดลงมาเหลือ1.6%ซึ่งจะกระทบต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนต้องปรับตัวลงด้วยเช่นกันทำให้ดาวน์ไวด์ของตลาดหุ้นไทยจะอยู่ที่ระดับ 1,280 อย่างไรก็ตามหากประเด็นสงครามจบเร็วและมีเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาลงทุนหุ้นไทยก็มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปถึงระดับ 1,580 จุดได้เช่นกัน“ดร.ธนาวุฒิกล่าว

ทั้งนี้ในสถานการณ์ปัจจุบัน BBLAM แนะนำจัดพอร์ตการลงทุนทั่วโลก ด้วยกลยุทธ์ Triple R ได้แก่
​- Reduce: ลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงสู่ระดับปกติ (Neutral)โดยขายทำกำไรบางส่วนและลดหุ้นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) โดยเฉพาะตลาดที่เน้นกลุ่มเทคโนโลยี เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และกลุ่มเทคโนโลยีจีน หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กของสหรัฐฯ และพันธบัตรรัฐบาลตลาดเกิดใหม่
​- Rotate: หมุนลงทุนเข้าสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมัน เพิ่มสัดส่วนลงทุนหุ้นกลุ่มพลังงาน ส่วนตราสารหนี้ เน้นพันธบัตรระยะสั้นและตราสารหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัว
​- Remain Diversified: คงการกระจายความเสี่ยง เพิ่มสัดส่วนทองคำ น้ำมันและเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
BBLAM เชื่อว่า กลยุทธ์ Triple R จะช่วยรับมือความผันผวนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า