xs
xsm
sm
md
lg

ซีอีโอเอสซีบีเอกซ์แนะแนวทางปรับตัวรับโลกผันผวน-สร้าง New S Curve-ลุยแก้ปัญหาเชิงระบบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



'อาทิตย์ นันทวิทยา'มองสถานการณ์ปัจจุบันอยู่ในภาวะผันผวน ไร้ระเบียบ ผลกระทบใหญ่-กว้างขึ้น ทั้งภาครัฐ-ธุรกิจต้องมีการปรับตัวเพื่อรับพลวัตโลกใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการรักษา Cash Cow และสร้าง New S Curve แนะใช้ทรัพยากรดูแลปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน)(SCB)
กล่าวในงาน BATTLE STRATEGY 2026 พลิกเกมรบ ชิงชัยเศรษฐกิจ "ทะยานสู่เป้าหมาย'จีดีพี3%'บนสมรภูมิระเบียบโลกใหม่ หัวข้อ The Intelligence Shift :Re-engineering Thai Capital for a High Growth New World โดยนสพ.ข่าวหุ้น ว่า ตัวเลขจีดีพีที่ 3% นั้น ก็ต้องมองว่าเป็นแค่ตัวเลข หรือให้ไปที่เป้าหมายอย่าง Good Quality ด้วย ทั้งนี้ สถานการณ์โลกในปัจจุบันอยู่ในสภาวะที่เรียกว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผันผวน ไร้ระเบียบ มีผลกระทบที่ขนาดใหญ่ขึ้นกว้างขึ้นในทุกครั้งที่เกิด สิ่งที่เป็นคำถามคือ สิ่งเกิดขึ้นจะเป็นไปอย่างถาวรหรือไม่ สภาพหลังจากผ่านสถานการณ์มาได้เป็นอย่างไร มีริ้วรอยเล็กน้อยหรือคลานออกมา ดังนั้น จากปัจจัยต่างๆเหล่านี้ เร่งให้เกิดการปรับตัว โดยนอกจากดูแลส่วนที่ขับเคลื่อนหลักแล้ว ก็ต้องส่วนเสริมใหม่ที่เขามาด้วย โดยส่วนที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทยอยู่เดิมก็มีเรื่องส่งออก กับท่องเที่ยวซึ่งเราต้องดูแลให้ขับเคลื่อนไปได้ภายใต้โลกข้างหน้าที่ไม่เหมือนเดิม ในอีกทางหนึ่งต้องหา New S Curve ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ อาหาร การแพทย์-สุขภาพ ไฟแนนซ์ เพื่อสร้างช่องทางรายได้ในอนาคตใหม่ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทาย

นายอาทิตย์กล่าวอีกว่า หากเปรียบเทียบแล้วก็จะเป็นหลักการที่ใกล้เคียงกันกับการเปลี่ยนผ่านของเอสซีบีเอกซ์ที่ผ่านม่ เราตั้งธนาคารไทยพาณิชย์เป็น Cash Cow ขณะเดียวกันก็มีธุรกิจใหม่เข้ามาเพื่อสร้างรายได้ในโลกใหม่หรือรูปแบบการทำธุรกิจใหม่ๆด้วย ซึ่งความท้าทายคือการทำให้ทั้งส่วนนี้มีความสอดคล้องไปด้วยกันได้ ไม่ทับซ้อนกันมากเกินไป อย่างเรื่องของธนาคารกับ Virtual Bank นั้น เราก็ต้องเข้าใจว่า ธุรกิจธนาคารปัจจุบันไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียวแล้ว และหากเรายังคงมีแค่รูปแบบเดิมๆก็จะทำให้เสียโอกาสไป และหากรูปแบบใหม่ขยายไปได้ดี ก็จะถือเป็นความท้าทายของธนาคารในรูปแบบเดิมก็ได้

"ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจที่จะไม่เหมือนเดิม ธุรกิจก็เช่นกัน ดังนั้น เราจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องลองทำในสิ่งใหม่ ซึ่งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่อาจจะมีลองผิด แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยแล้วนั่งถกกันแต่เรื่องลองผิด ลองถูกเราก็จะไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ได้เคลื่อนไปไหนเลย สิ่งที่สำคัญคือเมื่อลองผิดแล้วต้องนำบทเรียนนั้นมาใช้เพื่อปรับให้ได้ประโยชน์ต่อไป เป็นการ Cut Loss และเรียนรู้ และที่ผ่านมาทางภาครัฐได้ใช้ทรัพยากรไปมากในการช่วยเหลือ-เยียวยา แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่การนำมาใช้เพื่อการดูแลปัญหาเชิงโครงสร้างที่ถดถอยลงไปมาก ดังนั้น จึงต้องหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะหากไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวทรัพยากรที่จะนำมาดูแลส่วนอื่นๆก็จะไม่มีอีกต่อไป"

สำหรับในส่วนของตลาดหลักทรัพย์นั้น สัญญาณดีในช่วงที่ผ่านมา มองว่าเป็นสัญญาณหลอก ถ้าปัจจัยพื้นฐานไม่ดี ก็ไม่มีสัญญาณดี และจะดีก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังทุกภาคส่วน หากยังอยู่อย่างนี้ก็ยากที่จะเห็นการเฟื่องฟูของตลาดทุน

ในส่วนของสถาบันการเงินนั้น ขณะนี้อาจจะมองถึงผลกระทบยังไม่ชัดเจน สิ่งที่เห็นคือเราช่วย-ดูแลลูกค้ามาย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มของลูกค้าที่เปราะบางอย่างเอสเอ็มอี และลูกค้าบุคคล แต่สิ่งที่ต้องคิดคือ หากลูกค้าอ่อนแอลงไปเรื่อยๆแล้วสถาบันการเงินจะอยู่อย่างไร ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องของการช่วยเหลือเยียวยาเท่านั้นต้องมีการปรับตัวเตรียมความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ต่างๆด้วย

"มองว่ารัฐบาลชุดนี้ถือว่ามีเสถียรภาพมีเสียงข้างมาก ทำให้น่าจะทลายปัญหา อุปสรรคต่างได้ในการผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงได้ ทำให้รวดเร็ว ซึ่งในครึ่งปีหลังนี้ มองว่าความผันผวนต่างๆก็ยังคงอยู่ การแก้ปัญหาระยะสั้นก็เป็นเรื่องที่ต้องทำ แต่ในระยะยาวในการหา New S Curve ใหม่ก็ต้องทำ เพราะเมื่อ Cash Cow เดิมอ่อนแรงลงเรื่อยๆโดยไม่มีรายได้ใหม่ เราจะเข้าสู่มุมกระดาน ดังนั้น การลงทุนใน Resources ใหม่จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น และเมื่อเกิดความเชื่อมั่นภาคเอกชน หรือการลงทุนจากต่างประเทศก็จะตามเอง ส่วนจะใช้เงินจากภาคส่วนไหนนั้น มองว่าสามารถใช้ได้ในหลายๆส่วน อย่างเงินสำรองระหว่างประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูง หรือจะเป็นการเพิ่มเพดานเงินกู้ หากนำมาทำแล้วจะเป็นเชื้อไฟที่นำพาการลงทุนที่ใหญ่กว่านั้นเข้ามา เป็นผมๆจะทำ"