ในโลกที่ความได้เปรียบทางเศรษฐกิจไม่ได้ถูกกำหนดด้วยทรัพยากรเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเชื่อมโยงเครือข่าย ผู้คน อุตสาหกรรม และองค์ความรู้เข้าด้วยกัน ประเทศที่สามารถสร้างเวทีเชื่อมโยงให้โลกมาพบกันได้ด้วยเครือข่ายที่แข็งแกร่ง ย่อมมีอำนาจกำหนดทิศทางในสนามการแข่งขัน และประเทศไทยก็กำลังเดินหน้าสู่จุดหมายนั้น โดยหนึ่งในคนที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบกลไกดังกล่าวคือหัวหอกคนสำคัญอย่าง สราญโรจน์ สุทัศน์ชูโต รองผู้อำนวยการ ด้านการบริหารและพัฒนาองค์กร สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB กับบทบาทที่มากกว่าการเป็นผู้บริหารองค์กรรัฐ แต่คือ System Architect ที่กำลังใช้ MICE เป็นเครื่องมือสร้าง Economic Engine เครื่องยนตร์ประสิทธิภาพสูงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ
“Global Mindset” บทเรียนจากองค์กรระดับนานาชาติ สู่การรีเซ็ตวิธีคิดของไทย
หากว่ากันด้วยประสบการณ์ สราญโรจน์ สุทัศน์ชูโต นับเป็นนักบริหารที่สั่งสมประสบการณ์มามากมายทั้งในภาครัฐและเอกชน ตลอดจนองค์กรระดับสากลอย่าง Hong Kong Trade Development Council (HKTDC) รัฐวิสาหกิจของฮ่องกงที่ดูแลด้านการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทั้งด้านสินค้าและบริการ โดยมุ่งเน้นช่วยผู้ประกอบการฮ่องกงให้ขยายธุรกิจสู่ตลาดโลก ซึ่งไม่เพียงเปิดมุมมองระดับนานาชาติแก่เขา ยังให้กรอบความคิดแบบ Global Mindset ที่ไม่ใช่แค่คิดใหญ่ แต่เป็นการคิดจาก Demand หรือความต้องการของโลก
“สิ่งที่ผมเห็นจากการทำงานใน HKTDC คือ ฮ่องกงไม่เคยมองตัวเองเป็นแค่ฮ่องกง แต่มองตัวเองเป็น Asia’s World City ทุกอย่างที่คิดจึงเป็นระดับเอเชียและระดับโลก เขาไม่ได้เริ่มจากสิ่งที่มี แต่เริ่มจากสิ่งที่โลกต้องการ แล้วสร้างตัวเองให้เป็นคำตอบ นั่นทำให้ทุกอุตสาหกรรมของฮ่องกงถูกขับเคลื่อนผ่าน Exhibition และ Convention ที่มีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องเป็นอันดับหนึ่งของเอเชียหรือ Top Tier ของโลก สิ่งนี้สะท้อนวิธีคิดเชิง Demand-driven ซึ่งต่างจากหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่มักจะเป็น Supply-driven คือเริ่มจากว่าเรามีอะไรแล้วเอาไปเสนอ แต่เขาเริ่มจากว่าโลกต้องการอะไร แล้วสร้างตัวเองให้ตอบโจทย์นั้น ซึ่งความแตกต่างนี้ไม่ใช่แค่มุมมอง แต่ส่งผลต่อ Scale ของผลลัพธ์โดยตรง”
ด้วยสิ่งที่ได้เรียนรู้มา สราญโรจน์จึงเข้าใจดีว่าการแข่งขันที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่ใครมีมากกว่า แต่อยู่ที่ใครออกแบบระบบได้ดีกว่า และประเทศที่สามารถสร้างแพลตฟอร์มให้ทั่วโลกมาเจอกันได้ จะกลายเป็นศูนย์กลางของการไหลเวียนทางเศรษฐกิจโดยอัตโนมัติ แนวคิดนี้เป็นแรงผลักดันให้เขากลับมาทำงานในประเทศไทย ด้วยความเชื่อว่า “เราเก่งไม่แพ้ใคร แต่เรายังไม่คิดใหญ่พอ” และเมื่อเข้ามาเป็นผู้บริหารของ TCEB แนวคิดนี้ก็กลายมาเป็นโจทย์สำคัญ ที่เขานำมาต่อยอด พัฒนาอุตสาหกรรม MICE ของไทย ให้เป็นเครื่องมือเชิงโครงสร้างเพื่อออกแบบเศรษฐกิจประเทศให้รุดหน้ายิ่งกว่าเดิม
“The Connector” ศิลปะของการเชื่อมต่อ ไม่ใช่แค่สร้างเครือข่าย แต่ออกแบบโครงข่ายเศรษฐกิจ
สิ่งที่ทำให้สราญโรจน์แตกต่างจากผู้บริหารทั่วไป นอกจากความเข้าใจทั้งมุมมองของเอกชนและระบบของภาครัฐ เห็นทั้งข้อจำกัดและโอกาสของแต่ละฝั่ง และสามารถแปลงความแตกต่างนั้นให้กลายเป็นความร่วมมือได้แล้ว เขายังมีความสามารถในการเชื่อมประสาน หรือที่เขาเรียกว่า “Linkage” โดยเขามองว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่ได้เกิดจากหน่วยเดียว มิติเดียว หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เกิดจากการเชื่อมโยงหลายหน่วย หลายมิติเข้าด้วยกัน ทว่าสิ่งที่ขาดคือการเชื่อม เพื่อให้ MICE สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย สราญโรจน์ ในฐานะรองผู้อำนวยการ ด้านการบริหารและพัฒนาองค์กร ของ TCEB จึงทำหน้าที่เป็น “Inter-Connector” เชื่อมประสานภาคส่วนต่าง ๆ ทั้ง หอการค้าไทย 77 จังหวัด, สภาอุตสาหกรรม, เครือข่ายเอกชน, หน่วยงานรัฐ, หอการค้าต่างชาติ 38 ประเทศ และสถานทูตทั่วโลก เข้าด้วยกันให้กลายเป็นระบบเดียว หลายมิติ ซึ่งผลลัพธ์ของการเชื่อมนี้ทำให้เกิด Multiplier Effect ที่งาน MICE หนึ่งงานสามารถสร้าง Impact ได้หลายมิติพร้อมกัน
“ประเทศไทยมีองค์ประกอบครบทุกอย่าง ทั้งภาคการบริการ อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การเกษตร รวมถึงเครือข่ายองค์กรธุรกิจและหอการค้าทั้งในและต่างประเทศ จนถึงชุมชน ซึ่งผมมองว่ามองทุกภาคส่วนไม่สามารถทำงานเพียงลำพัง แต่เป็น Node ที่ต้องเชื่อมเข้าหากันเพื่อสร้าง Network ขนาดใหญ่ ซึ่งคำว่า Linkage ไม่ใช่แค่รู้จักคนเยอะ แต่เป็นการออกแบบให้แต่ละ Node ทำงานร่วมกัน และ Multiply อย่างเป็นระบบ เช่น ดึง หอการค้าไทย 77 จังหวัด เพื่อเป็นฐาน supply ระดับพื้นที่ เชื่อมกับ สภาอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับเป็น industrial scale เชื่อมกับ หอการค้าต่างชาติ 38 ประเทศ เพื่อเปิด demand ระดับโลก เชื่อมกับ สถานทูต เพื่อให้เกิด diplomatic และ trade flow รวมถึงเชื่อมกับหน่วยงานรัฐ เพื่อให้เกิดการลงทุนจริง เมื่อทั้งหมดเชื่อมกัน งานหนึ่งงานจะไม่ใช่ isolated event แต่กลายเป็น platform ของระบบเศรษฐกิจ ที่ทั้งขับเคลื่อนไปพร้อมกันทั้งระบบ” นี่คือแนวคิดที่เปลี่ยน Event ให้กลายเป็น Ecosystem และเปลี่ยนกิจกรรม MICE ให้กลายเป็นกลไกเศรษฐกิจ
“Redefining MICE” จาก Event Economy สู่ Structural Economy
ภายใต้การขับเคลื่อนของสราญโรจน์ นิยามของ MICE ถูกยกระดับจากอุตสาหกรรมการจัดงาน ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ จากคำจำกัดความ MICE - Meetings, Incentives, Conventions, Exhibitions ถูกออกแบบใหม่ให้เป็น Meeting Place ของ Demand - Supply รวมถึงเป็น Marketplace ของอุตสาหกรรม และ Platform ในการการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับโลก โดยเขามองว่า “MICE คือแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อเจอกับผู้ขาย คนที่มีความต้องการ เจอกับคนที่ตอบโจทย์ได้ จนเกิดเป็นเศรษฐกิจจริง” ซึ่งภายใต้กรอบนี้ งาน MICE หนึ่งงานจึงไม่ใช่เพียงกิจกรรม แต่เป็น Trigger Point ที่สามารถสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจหลายชั้น ตั้งแต่การท่องเที่ยว การค้า การลงทุน ไปจนถึงการพัฒนาองค์ความรู้ และที่สำคัญที่สุด คือการสร้าง Legacy มรดกอันทรงคุณค่าให้แก่ท้องถิ่น ชุมชน และประเทศชาติ
“งาน MICE ที่ดี ไม่ใช่งานที่จัดแล้วจบไป แต่ต้องทิ้งสิ่งที่พัฒนาต่อได้ไว้ให้ประเทศ เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ต้องตอบได้ว่า สร้างรายได้เท่าไร เงินไปถึงใครบ้าง เกิดอุตสาหกรรมใหม่หรือไม่ และมีอะไรเหลืออยู่หลังงานจบ เป็น Legacy ที่ไม่ใช่เพียงความทรงจำ แต่คือทรัพย์สินทางเศรษฐกิจและองค์ความรู้ที่เหลืออยู่ในพื้นที่ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างบุคลากร การเกิด Innovation ใหม่ หรือแม้แต่การยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรม
คือไม่ใช่แค่สร้างความประทับใจชั่วคราว แต่เป็นส่งที่ส่งต่อถึงคนรุ่นหลังให้สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้” ผู้บริหารคนสำคัญของ TCEB บอกถึงวิสัยทัศน์ในการนำพาอุตสาหกรรม MICE ไทย ให้เดินหน้าสู่ Structural Economy โดยสิ่งที่ทำให้แนวคิดของเขาไม่ใช่แค่ทฤษฎี คือการคิดต่อยอดเชิงระบบ
เขายกตัวอย่างงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึง 14 มีนาคม 2570 ว่า เขาไม่ได้มองเป็นแค่การจัดแสดง แต่ตั้งโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของพืชชุ่มน้ำโลก โดยสิ่งที่ตามมาอาจต่อยอดไปด้าน “Education” ศึกษาค้นคว้า และ “Research” พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่การขับเคลื่อน “Industry” อุตสาหกรรมยาหรือสมุนไพร ก่อนเข้าสู่ “Trade” ตลาดส่งออกผ่านหอการค้า และสร้าง “Branding” เพื่อปักหมุด Global positioning นี่คือตัวอย่างของการพัฒนา MICE ให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริงและยั่งยืน เป็นแนวคิดที่สะท้อนการมองการจัดงานเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในภาพใหญ่ ที่เชื่อมโยงไปสู่เศรษฐกิจ องค์ความรู้ และการพัฒนาประเทศในระยะยาว
“Thailand’s Next Position” จาก Destination สู่ Platform ของโลก
“ถ้าเราคิดเล็ก เราจะอยู่แค่ที่เดิม แต่ถ้าเราคิดใหญ่ เราจะเปลี่ยนเกมได้” สราญโรจน์เปิดประเด็นต่อภาพอนาคตของเศรษฐกิจไทย โดยเขามองว่าในอีก 3–5 ปีข้างหน้า MICE จะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ แต่เป้าหมายของเขาไปไกลกว่านั้น ไม่ได้ต้องการเพียงดึงคนเข้าประเทศ แต่ต้องการสร้างพื้นที่ที่โลกต้องมาเพื่อเชื่อมถึงกัน “เราอยากให้ประเทศไทยเป็น Marketplace ที่คนทั้งโลกมาเจอกัน” เขาว่า ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นประเทศไทยจะไม่ใช่เพียง Destination หรือจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยว แต่จะเป็นพื้นที่ที่ผู้คนจากทุกอุตสาหกรรม ทุกประเทศ เดินทางมาเพื่อพบกัน แลกเปลี่ยน และสร้างโอกาสใหม่ร่วมกัน โดยมี Festival Economy เป็นตัวนำ และใช้การเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเป็นตัวขยายผล ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากยังคงคิดในกรอบเดิม และยังเล่นตามเกมเดิม
ดังนั้นเขาจึงตั้งใจนำประสบการณ์และความสามารถ ทั้งหมดมาออกแบบระบบที่จะทำให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน และในโลกที่การแข่งขันไม่ได้วัดกันที่ใครมีมากกว่า แต่อยู่ที่ใครเชื่อมโยงได้ดีกว่า เขาคือหนึ่งในคนที่กำลังเชื่อมประเทศไทยเข้ากับโลกอย่างแท้จริง
เรียกได้ว่าสิ่งที่ สราญโรจน์ สุทัศน์ชูโต รองผู้อำนวยการ ด้านการบริหารและพัฒนาองค์กร สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) กำลังทำอยู่ ไม่ใช่เพียงการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม แต่เป็นการออกแบบอนาคตของประเทศ และหากระบบที่เขากำลังสร้างเดินหน้าได้อย่างสมบูรณ์ ประเทศไทยอาจไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่นในเวทีโลกอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น “เวที” ที่ทั่วโลกต้องมาเล่นเอง