ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี ในรัฐบาล "อนุทิน 2" โผไม่พลิก “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์”รมว.พลังงาน และ “วราวุธ ศิลปอาชา” รมว.อุตสาหกรรม
วันนี้ (31 มี.ค.) พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 19 มี.ค. 2569
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เลือกสรรผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบต่อไปแล้ว
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี
สำหรับรายชื่อคณะรัฐมนตรีที่ออกมาส่วนใหญ่เป็นไปตามโผที่เคยคาดการณ์ไว้ อาทิ นายวราวุธ ศิลปอาชา ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งยก สส. ทั้งพรรคย้ายสังกัดมาพรรคภูมิใจไทย )
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (อดีตเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งย้ายมาเป็นสส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย)
ก่อนหน้านี้ นายเอกนัฏ เปิดใจพร้อมเข้ามาปฏิรูปพลังงานทั้งระบบ ซึ่งถือเป็นภารกิจเร่งด่วนของกระทรวงพลังงาน ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ตลอดจนความไม่โปร่งใสในระบบ
การรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ โดยเฉพาะกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ จากเครื่องมือเพื่อบรรเทาผลกระทบชั่วคราว กลายเป็นกลไกถาวรที่บิดเบือนราคา โดยมีการชดเชยต้นทุน และกำไรให้ผู้ประกอบการในระบบ
รวมทั้งจะเรียกผู้ประกอบการโรงกลั่นเข้าหารือ เพื่อทบทวนโครงสร้างรายได้ โดยเฉพาะค่าการกลั่น (GRM) และกำไรจากสต๊อกน้ำมัน หรือ Stock Gain ที่เพิ่มสูงในช่วงวิกฤติ เพื่อไม่สร้างภาระให้ประชาชนในช่วงราคาพลังงานผันผวน เปิดข้อมูลน้ำมันทั้งระบบ โดยใช้อำนาจตามกฎหมายเรียกข้อมูลจากคลังน้ำมัน และผู้ค้าน้ำมัน เพื่อดูเส้นทางน้ำมันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางเนื่องจากมีการเบิกจ่ายออกจากคลังมากขึ้น แต่กลับไม่ถึงมือผู้บริโภค สะท้อนความเป็นไปได้ของการกักตุนหรือการลักลอบส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
ดังนั้น ต้องมีระบบติดตามแบบเรียลไทม์ ทั้ง Dashboard กลาง และการติดตั้ง GPS ในรถขนน้ำมัน เพื่อให้รัฐสามารถตรวจสอบได้ว่าน้ำมันถูกส่งถึงปลายทางจริง ลดช่องโหว่การรั่วไหลออกนอกระบบ รวมทั้งการจัดตั้งคลังสำรองน้ำมันของรัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการวิกฤติพลังงาน โดยไม่ต้องพึ่งพาการสำรองของเอกชนเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะช่วยควบคุมราคาได้ดี และลดภาระการใช้เงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมัน
ส่วนการปฏิรูปโครงสร้างไฟฟ้า ด้วยการเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า เพื่อลดบทบาทการผูกขาดของผู้ซื้อรายเดียว และเปิดทางให้เกิดการแข่งขันในระบบมากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน ให้สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง และขายไฟส่วนเกินเข้าสู่ระบบได้ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นช่วยลดภาระค่าไฟ