xs
xsm
sm
md
lg

อย่ารีบเปรียบเทียบBTC-ทองคำช่วงสงคราม นักวิเคราะห์แนะฉลาดสุดกระจายพอร์ตลงทุน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


นักวิเคราะห์แนะไม่ควรด่วนสรุปบทบาทของทองคำและบิตคอยน์ในฐานะสินทรัพย์หลบภัยระหว่างสงครามตะวันออกกลาง
ผู้เชี่ยวชาญชี้ยังเร็วเกินไปที่จะเปรียบเทียบบทบาทของบิตคอยน์กับทองคำในฐานะสินทรัพย์หลบภัย แนะกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดที่สุดคือ กระจายการลงทุนและถือครองทั้งคู่

การที่บิตคอยน์ทำผลงานได้ดีกว่าทองคำในช่วงไม่นานมานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างวิกฤตการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กระตุ้นให้ผู้คนกลับมาถกเถียงกันใหม่ว่า ท้ายที่สุดแล้ว “ราชาแห่งคริปโต” จะแทนที่ทองคำในฐานะสินทรัพย์หลบภัยได้หรือไม่

ระหว่างสงครามที่อเมริกาและอิสราเอลรุมโจมตีอิหร่าน บิตคอยน์ร่วงแรงแตะระดับ 63,000 ดอลลาร์ในช่วงวันแรกๆ ขณะที่ราคาทองคำพุ่งทำสถิติสูงสุด โดยเมื่อวันที่ 2 มี.ค. ราคาทองคำขึ้นไปถึง 5,414 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แต่ช่วง 2-3 วันมานี้ บิตคอยน์ดีดขึ้นไปปักหลักเหนือ 70,000 ดอลลาร์ แม้ขณะที่รายงานคือ วันที่ 26 มี.ค. ราคาย่อตัวลงมาแถวๆ 68,969 ดอลลาร์ หรือลดลง 2.2% ในช่วง 24 ชั่วโมงก็ตาม

ขณะเดียวกัน ทองคำเทรดที่แถวๆ 4,439 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลง 2.2% ภายในเวลาชั่วข้ามคืน

อย่างไรก็ตาม จากมุมมองของวิลล์ ไรด์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอแกรนิต แชร์ส คิดว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า บิตคอยน์จะมาแทนที่ทองคำ

เขาบอกว่า บิตคอยน์อยู่ในช่วงตลาดหมี และราคาแกว่งตัวสะสมอยู่แถวๆ 70,000 ดอลลาร์ ส่วนทองคำทำสถิติสูงสุดตลอดกาลและมีการเทขายหลังจากข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับสงครามที่ออกมากระตุ้นความกังวลว่า วิกฤตการณ์ราคาน้ำมันครั้งใหญ่จะดันให้อัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ยพุ่งขึ้น
เอริก บัลชูนาส นักวิเคราะห์อาวุโสด้าน ETF ของบลูมเบิร์ก อินเทลลิเจนซ์ เห็นด้วยว่า นักลงทุนไม่ควรให้ความสำคัญกับความเคลื่อนไหวระยะสั้นมากเกินไป

เขาคิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้เกี่ยวข้องกับสงครามในอิหร่านไม่เท่าไหร่ แต่น่าจะสืบเนื่องมาจากการปรับสัดส่วนการลงทุนในพอร์ตมากกว่า โดยเทรดเดอร์บางคนที่เทรดตามแนวโน้มของราคาอาจมองว่า ทองคำพุ่งขึ้นไปมากแล้ว ขณะที่บิตคอยน์หล่นแรง จึงโยกเงินบางส่วนจากทองคำมาช้อนซื้อบิตคอยน์เก็บไว้

บัลชูนาสเสริมว่า ช่วงก่อนสงครามราคาทองคำพุ่งแรงเกินไป จึงทำให้มีการเทขายทำกำไรเมื่อราคาปรับสูงขึ้น

นักวิเคราะห์ทั้งสองคนที่พูดคุยกับเดอะสตรีท ราวด์เทเบิล คิดเหมือนกันว่า ปัจจัยที่ขับเคลื่อนบิตคอยน์ในขณะนี้คือไดนามิกในตลาดมากกว่าปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์
ไรด์มองพฤติกรรมของบิตคอยน์ช่วงนี้ในมุมมองของวงจรตลาด โดยตั้งข้อสังเกตว่า การเทขายอย่างหนักที่ราคาสูงกว่า 100,000 ดอลลาร์นำไปสู่การปรับฐานตามปกติ และอธิบายเฟสปัจจุบันว่า เป็นการปรับฐานตามวัฏจักรปกติมากกว่าการเข้าสู่ขาลงถาวร

แต่สำหรับบัลชูนาสมองว่า เป็นกลไกตลาดและกระแสเงินทุน โดยระบุว่า การปรับสัดส่วนการลงทุนในพอร์ต บรรยากาศความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น และกระแสเงินทุนไหลเข้า ETF เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ก่อนสำทับว่า การรีบาวด์ของราคาบิตคอยน์เกี่ยวข้องกับไดนามิกภายในตลาด
เขาแจงว่า โดยทั่วไปนักลงทุนกลุ่ม ETF เป็นนักลงทุนที่มีวินัยสูงอยู่แล้ว และตลอดเดือนที่ผ่านมามีเงินทุนไหลเข้าถึง 2,500 ล้านดอลลาร์ และบิตคอยน์กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในตลาดอย่างรวดเร็ว รวมทั้งยังช่วยหนุนความเชื่อมั่นในตลาด เขาจึงคิดว่า ETF มีบทบาทในเรื่องนี้

สำหรับประเด็นที่คนยังเถียงกันไม่เลิกคือ สถานะสินทรัพย์หลบภัยของบิตคอยน์นั้น ทั้งไรด์และบัลชูนาสไม่คิดว่า บิตคอยน์มาแทนที่ทองคำแล้ว

ไรด์ชี้ว่า บิตคอยน์ยังต้องอาศัย “ความเชื่อมั่น” แรงกล้ากว่านี้ รวมทั้งโมเมนตัมบวกเพื่อให้กลายเป็นสินทรัพย์หลบภัยอย่างแท้จริง

สำหรับบัลชูนาส เขาบอกว่า จะไม่ซื้อบิตคอยน์เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ โดยตั้งข้อสังเกตว่า บิตคอยน์ยังมีพฤติกรรมโน้มเอียงไปทางสินทรัพย์เสี่ยงมากกว่า และมักเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับหุ้น

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับศักยภาพระยะยาวของบิตคอยน์ และคิดว่า เป็นสินทรัพย์ที่มีบทบาทสำคัญในตลาด

ในทางกลับกัน ทองคำได้อานิสงส์จากความเชื่อถือยาวนานหลายศตวรรษ บัลชูนาสชี้ว่า ประวัติศาสตร์ของทองคำไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แต่ตอกย้ำศักยภาพในการยืนหยัดมาได้อย่างยาวนอนของสินทรัพย์นี้
แม้มองต่างมุม แต่ทั้งคู่เห็นตรงกันว่า การกระจายพอร์ตการลงทุนเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดที่สุด

บัลชูนาสย้ำว่า ความสัมพันธ์ที่คาดเดาไม่ได้ทำให้การพึ่งพาสินทรัพย์ประเภทเดียวมีความเสี่ยง และตั้งข้อสังเกตว่า ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ใช่สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงที่เชื่อถือได้เสมอไป ขณะที่บิตคอยน์ช่วยเพิ่มการลงทุนในมิติที่ต่างออกไป
ทางด้านไรด์ย้ำว่า ฐานนักลงทุนของทองคำและบิตคอยน์มักมีมุมมองคนละขั้วกัน ซึ่งยิ่งสนับสนุนเหตุผลที่ควรลงทุนในสินทรัพย์ทั้งคู่

บัลชูนาสสรุปว่า นักลงทุนไม่ควรให้น้ำหนักกับข่าวหรือความเคลื่อนไหวระยะสั้น แต่ควรโฟกัสที่เหตุผลที่ตัดสินใจถือครองสินทรัพย์เหล่านั้นตั้งแต่แรก