xs
xsm
sm
md
lg

Binance เตือน 5 ความเสี่ยงใหญ่รุมตลาดคริปโต จับตาสัปดาห์วัดใจนักลงทุน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



รายงาน "Geopolitical and Macro Pulse" ประจำวันที่ 30 มีนาคม 2569 ของ Binance Research เผยสัญญาณความเสี่ยง 5 ประการที่บรรจบกันพร้อมกัน ครอบคลุมตั้งแต่การทวีความรุนแรงในตะวันออกกลาง ไปจนถึงความคืบหน้าด้านกฎหมายในสภาคองเกรสสหรัฐฯ และคำวินิจฉัยที่ค้างคาอยู่ของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ต่อใบสมัครกองทุน ETF คริปโตกว่า 91 รายการ ขณะที่ตลาดการเงินโลกส่งสัญญาณเตือนหนัก ทั้งดัชนีความผันผวน VIX พุ่ง 13.16% และ S&P 500 ดิ่งลง 1.75% ในวันเดียว ภาพรวมที่เกิดขึ้นสะท้อนว่านักลงทุนคริปโตอาจต้องเผชิญกับสัปดาห์ที่ทดสอบความอดทนอย่างรอบด้าน

ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์และมหภาคได้พุ่งตัวเข้าหาตลาดคริปโตอย่างพร้อมเพรียงกัน เมื่อ Binance Research ออกรายงานวิเคราะห์ฉบับล่าสุด ระบุถึงปัจจัยกดดันที่อาจพลิกโฉมการวางตำแหน่งพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลตลอดสัปดาห์นี้อย่างมีนัยสำคัญ

รายงานดังกล่าวเผยแพร่ท่ามกลางบรรยากาศตลาดที่ตึงเครียด หลังดัชนีความผันผวน VIX ปรับตัวขึ้น 13.16% ขณะที่ S&P 500 ปิดตลาดลบ 1.75% และ Nasdaq ร่วงลงถึง 1.93% เพียงในเซสชันเดียว ในทางกลับกัน น้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้น 1.19% สะท้อนความวิตกกังวลด้านอุปทาน ส่วนอีเทอเรียม (ETH) ยืนหยัดเพิ่มขึ้น 0.96% ขณะที่บิทคอยน์บวกเล็กน้อย 0.46%

ไฟสงครามลุกลาม ความเสี่ยงตะวันออกกลางทะลักเข้าตลาด

ภาพความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความซับซ้อนและรุนแรงขึ้นอีกขั้น หลังเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์จู่โจม USS Tripoli ของกองทัพเรือสหรัฐฯ เดินทางมาถึงภูมิภาคตะวันออกกลางเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 พร้อมกำลังพล 3,500 นาย ตามข้อมูลจากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM)

ในวันเดียวกัน กลุ่มฮูตีแห่งเยเมนได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกลเข้าโจมตีอิสราเอล ซึ่งถือเป็นการประกาศตัวอย่างเป็นทางการในฐานะฝ่ายที่เปิดแนวรบใหม่ในสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน เหตุการณ์นี้ยิ่งเพิ่มความกังวลต่อเสถียรภาพของเส้นทางพลังงานโลก

ข้อมูลจากแพลตฟอร์มการพนันทางการเมือง Polymarket สะท้อนความสงสัยของตลาดได้อย่างชัดเจน โดยโอกาสที่จะมีการหยุดยิงภายในสิ้นเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่เพียง 32% เท่านั้น ขณะที่โอกาสที่ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับสู่ภาวะปกติอยู่ต่ำกว่านั้นอีก โดยอยู่ที่ 21%


พ.ร.บ. CLARITY สั่นคลอนอุตสาหกรรมสเตเบิลคอยน์

ในแวดวงนิติบัญญัติ ร่างกฎหมาย CLARITY Act เข้าสู่การพิจารณาแบบปิดประตูในคณะกรรมาธิการธนาคารของวุฒิสภาสหรัฐฯ โดยเนื้อหาร่างล่าสุดมีบทบัญญัติที่น่าจับตาเป็นพิเศษ นั่นคือการห้ามจ่ายดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนแบบ Passive Yield บนสเตเบิลคอยน์ ซึ่งสร้างแรงสะเทือนรุนแรงต่อผู้ออกสเตเบิลคอยน์รายใหญ่

นอกจากนี้ผลกระทบปรากฏชัดเจนทันที เมื่อเซอร์เคิล (Circle) ผู้ออกสกุลเงิน USDC สูญเสียมูลค่าตลาดไปถึง 5,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเซสชันเดียวหลังจากข้อความในร่างกฎหมายถูกเปิดเผยออกมา

อย่างไรก็ตาม ยังมีสัญญาณเชิงบวกที่ควรพิจารณาควบคู่กัน การพิจารณาด้าน Tokenization ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 แสดงให้เห็นถึงความเห็นชอบข้ามพรรคการเมือง และยังมีความเป็นไปได้ที่การประชุมเพื่อปรับแก้ (Markup) จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนเมษายน 2569 ซึ่งอาจเปิดทางให้กฎหมายมีความสมดุลมากขึ้น

ก.ล.ต. ปล่อยให้กำหนดเส้นตายผ่านไป กองทุน ETF คริปโต 91 รายการรอคำตอบ

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ปล่อยให้กำหนดเส้นตายวันที่ 27 มีนาคม 2569 ผ่านพ้นไปโดยไม่มีการออกคำวินิจฉัยขั้นสุดท้ายต่อใบสมัครขอจัดตั้ง ETF คริปโต ที่ค้างอยู่ในระบบรวมถึง 91 รายการ ความล่าช้าดังกล่าวยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับนักลงทุนที่กำลังรอคอยความชัดเจนจากหน่วยงานกำกับดูแล

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จากบลูมเบิร์กยังคงประเมินว่าโอกาสได้รับการอนุมัติของกองทุน ETF ที่อ้างอิงริปเปิล (XRP) และโซลานา (SOL) ยังอยู่ในระดับสูง การอนุมัติอย่างเป็นทางการหรือแม้แต่การขยายระยะเวลาพิจารณาเพียงเล็กน้อยในสัปดาห์นี้จึงเป็นตัวแปรที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิด

ปัจจัยมหภาคเพิ่มเดิมพัน ตั้งแต่ถ้อยแถลงพาวเวลล์ถึงตัวเลขการจ้างงาน

อย่างไรก็ดีภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค สัปดาห์นี้ยังเต็มไปด้วยด้วยเหตุการณ์ที่มีนัยสำคัญสูง เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์ในวันนี้ (30 มีนาคม 2569) ตามด้วยข้อมูลตำแหน่งงานว่าง JOLTs ในวันอังคาร และข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ในวันศุกร์ ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ว่าตลาดได้สะท้อนความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นไว้ในราคาแล้วหรือยัง

ทั้งนี้นักลงทุนควรจับตาปัจจัยกดดันเพิ่มเติมมาจากช่วง Buyback Blackout Season ที่ส่งผลต่อบริษัทใน S&P 500 ถึง 45% จนถึงปลายเดือนเมษายน 2569 โดยช่วงเวลาดังกล่าวทำให้กลไกที่บริษัทเหล่านี้เคยซื้อหุ้นคืนเพื่อพยุงราคาหุ้นตนเองหายไปชั่วคราว นับเป็นการถอนแรงหนุนสำคัญออกจากตลาดทุน และอาจส่งแรงกดดันต่อเนื่องมายังตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยเช่นกัน