PwC ประเทศไทย เผยผลสำรวจซีอีโอทั่วโลก รวมทั้งๆทย 59 ราย กังวลรายได้บริษัทลดลงจาก 47% ในปี 66 ต่ำสุดในรอบ 3 ปี ผู้บริหารไทยมองความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเร่งปรับตัวของเทคโนโลยี AI นำมาใช้พัฒนาองค์กร และการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ
นายพิสิฐ ทางธนกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า ผลสำรวจซีอีโอทั่วโลก (PwC 2026 Global CEO Survey) จำนวนทั้งสิ้น 4,454 ราย ใน 95 ประเทศและอาณาเขต ซึ่งรวมถึงซีอีโอจากประเทศไทยจำนวน 59 ราย ชี้ให้เห็นว่า ผู้นำธุรกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุน และความเสี่ยงไซเบอร์ ขณะเดียวกันยังมองหาโอกาสใหม่ โดยเฉพาะการยกระดับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในระดับองค์กร เพื่อการเติบโตระยะยาว ต่างลงทุนเพื่อปรับแผนการผลิตรองรับการใช้ AI ความเชื่อมั่นของซีอีโอไทยในปีนี้ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี เพราะโจทย์ไม่ได้มีแค่เศรษฐกิจชะลอ แต่เป็นความเสี่ยงที่ซ้อนทับกัน ตั้งแต่ความผันผวนในระดับมหภาค กำแพงภาษี ไปจนถึงความเสี่ยงไซเบอร์ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกระทบทั้งต้นทุน
การวางแผนงาน และการตัดสินใจลงทุนโดยรวม จีดีพีไทยเติบต่ำสุดในอาเซียน เพียงร้อยละ 1-2 มาหลายปี หลังเกิดปัญหาโควิด-19 ขณะที่ประเทศอื่นในอาเซียนเติบโตร้อยละ 5-7 ซีอีโอ จึงยังไม่มั่นใจเศรษฐกิจไทย ทำให้ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยปรับลดลง โดยมีเพียง 34% ของซีอีโอไทยที่คาดว่าเศรษฐกิจในประเทศจะปรับตัวดีขึ้นในปีนี้ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของซีอีโอทั่วโลกที่ 55% ผลสำรวจพบว่า แม้ 33% ของซีอีโอไทยระบุว่า องค์กรสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการใช้ AI ในปีที่ผ่านมา แต่ยังมีเพียงส่วนน้อย (18%) ที่สามารถเพิ่มรายได้และลดต้นทุนได้พร้อมกัน สะท้อนความท้าทายด้านโครงสร้างองค์กร กลยุทธ์ข้อมูล ทักษะบุคลากร และกรอบการกำกับดูแล AI
นอกจากนี้ การควบรวมและซื้อกิจการ (mergers and acquisitions) ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์อย่างมีวินัยมากขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจาก เมกะเทรนด์ ทั้ง AI การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดย 38% ของซีอีโอไทยมีแผนเข้าซื้อกิจการครั้งใหญ่ในช่วงสามปีข้างหน้า เพื่อขยายไปสู่ภาคส่วนใหม่ในสัดส่วนที่เหมาะสม เพิ่มขีดความสามารถที่องค์กรยังขาด อีกทั้งทดลองและต่อยอดตลาดใหม่ กระจายความเสี่ยงจากธุรกิจหลัก และยกระดับความสามารถในการแข่งขันในสภาพแวดล้อมที่เศรษฐกิจโลกผันผวนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น
จากปัญหาสงครามตะวันออกกลาง ทำให้มีปัญหา วิกฤตการกู้ยืม หากธุรกิจไม่สามารถกู้ยืมเงินได้ตามที่ต้องการ จะนำไปสู่สภาวะวิกฤต ซึ่งอาจทำให้จำเป็นต้อง ดีเลย์ (Delay) หรือเลื่อนการชำระหนี้ ออกไป ความแข็งแกร่งของธนาคาร แม้จะมีความกังวลเรื่องการตั้งสำรองของธนาคาร แต่คุณพิสิฐมองว่าธนาคารในประเทศไทยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างเคร่งครัด
การบริหารจัดการ ธนาคารไทยมีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์จากวิกฤตในอดีต ทำให้มี "Room" หรือช่องว่างในการบริหารจัดการ ค่อนข้างมาก จึงเชื่อว่าจะ ไม่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นสาระสำคัญและสามารถจัดการสถานการณ์ได้ดี ในส่วนความต้องการออกหุ้นกู้ ในปัจจุบันการออกหุ้นกู้ทำได้ยากขึ้นกว่าในอดีต เนื่องจากปัญหาด้าน กระแสเงินสด (Cash Flow) ของธุรกิจ นับเป็ฯความกังวลของนักลงทุน เมื่อสภาพคล่องมีปัญหา นักลงทุนจะเกิดความกังวลว่าหากให้กู้แล้วจะได้เงินคืนหรือไม่ ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นกู้โดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ
โดยปัจจัยภายนอกและนโยบายการเงิน ผลกระทบจากสงครามและเงินเฟ้อ สถานการณ์สงครามทำให้ต้องมีการประเมินทิศทางอัตราเงินเฟ้อใหม่ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย การตัดสินใจของ Fed และ กนง. มีการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง แต่หากมีการ ดีเลย์การลดดอกเบี้ยออกไป จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างดอกเบี้ยพอสมควร
แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยและตัวเลขทางเศรษฐกิจ เงื่อนไขการลดดอกเบี้ยครั้งที่ 2 หลังจาก กนง. ลดดอกเบี้ยไปแล้ว 1 ครั้ง การจะลดครั้งที่ 2 ต้องรอพิจารณาผลกระทบจาก อัตราเงินเฟ้อ เป็นหลัก ความสัมพันธ์ระหว่างดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อติดลบมาตลอด ทำให้มีช่องว่างในการลดดอกเบี้ยได้ ปัจจัยราคาพลังงาน ปัจจุบันราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อดีดตัวกลับขึ้นมา