xs
xsm
sm
md
lg

สกัดแผนหนี! ปอศ. รวบพี่ชาย "แอ็คมี่" คาดอนเมือง ทลายเครือข่ายคริปโตเถื่อนพันล้าน ยึดรถหรู-แบรนด์เนมเกลี้ยง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เปิดปฏิบัติการสายฟ้าแลบ บุกรวบตัวพี่ชาย "แอ็คมี่ วรวัฒน์" พร้อมเครือข่ายคาสนามบินดอนเมือง รูดม่านปิดฉากขบวนการหลอกลงทุนคริปโตข้ามชาติ ที่ทิ้งบาดแผลทางเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 1,300 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ลุยปูพรมค้น 5 จุดยุทธศาสตร์ ยึดกองทัพรถซูเปอร์คาร์และกระเป๋าแบรนด์เนมหรูมูลค่าหลายสิบล้านบาท แฉเบื้องลึกเส้นทางการเงินสุดแยบยลที่ใช้ระบบ De-Fi เป็นเครื่องฟอกเงิน ปิดจ๊อบแก๊งลวงโลกที่แฝงตัวในคราบ วาฬบิทคอยน์ พร้อมส่งสัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุดให้นักลงทุนรู้เท่าทันกลลวงผลตอบแทนทิพย์

ปฏิบัติการกวาดล้างครั้งประวัติศาสตร์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พลตำรวจตรี ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือ ปอศ. พร้อมด้วยขุนพลโล่ห์เงินระดับสูง ได้แก่ พันตำรวจเอก นิตติโชติ เพ็ญจำรัส, พันตำรวจเอก วิญญู แจ่มใส และ พันตำรวจเอก จำนาญ จันทร์เทศ ได้ร่วมกันตั้งโต๊ะแถลงผลงานชิ้นโบแดง ในการบุกทลายเครือข่ายอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ใช้แพลตฟอร์ม 1000x.live และ wowbit เป็นเครื่องมือสูบเลือดนักลงทุน โดยสามารถรวบตัวผู้ต้องหาระดับแกนนำได้ 3 ราย พร้อมอายัดทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดมูลค่ามหาศาลรวมกว่า 1,300 ล้านบาท


ฉากทัศน์ของการจับกุมดำเนินไปอย่างระทึกขวัญ เจ้าหน้าที่ได้แสดงหมายจับและรวบตัว นางสาวจุฑามาศ ได้กลางอาคารลูคัส ย่านนาคนิวาส ขณะกำลังเก็บกระเป๋าเตรียมเผ่นหนีไปยังสนามบิน ในขณะที่เป้าหมายสำคัญอย่าง นายอติชาติ ซึ่งเป็นพี่ชายสายเลือดเดียวกันของ นายวรวัฒน์ หรือที่วงการรู้จักกันในนาม แอ็คมี่ หรือ ลิงดำ ถูกสกัดจับได้แบบคาหนังคาเขาขณะกำลังจะก้าวขึ้นเครื่องบินหนีออกนอกประเทศ ณ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานดอนเมือง โดยทั้งคู่ถูกตั้งข้อหาฉกรรจ์ ทั้งการร่วมกันฉ้อโกงประชาชน การนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และการร่วมกันฟอกเงิน ขณะเดียวกัน นายศักดินา ผู้ต้องหาอีกราย ก็ถูกรวบตัวได้ที่บ้านพักหรูย่านดอนเมือง ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงและกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกง

ไม่เพียงแค่การตัดตอนตัวบุคคล เจ้าหน้าที่ยังได้ปูพรมเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 5 จุดสำคัญในเขตย่านลาดพร้าวและดอนเมือง ซึ่งรวมถึงบริษัทที่ใช้เป็นฉากบังหน้า ผลการตรวจค้นพบขุมทรัพย์ที่ได้จากการหลอกลวงจำนวนมหาศาล ประกอบไปด้วยขบวนทัพรถยนต์หรู 4 คัน ได้แก่ เบนท์ลีย์, เมอร์เซเดส-เบนซ์, โตโยต้า ไฮเอซ มาเจสตี้ และ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ซึ่งประเมินมูลค่ารวมกว่า 25 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบกรุสมบัติแบรนด์เนมกว่า 42 รายการ ไม่ว่าจะเป็น หลุยส์ วิตตอง, แอร์เมส, ชาเนล และ ดิออร์ เครื่องประดับเลอค่าอีกกว่า 60 รายการ รวมมูลค่าทะลุ 10 ล้านบาท ตลอดจนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ และเอกสารสำคัญทางกฎหมายอย่างโฉนดที่ดินและเอกสาร KYC


หากย้อนรอยกลับไปดูรากเหง้าของคดีนี้ พลตำรวจตรี ทัศน์ภูมิ ได้ขยายความว่า ปฐมบทความเสียหายเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2566 เมื่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออกมาร้องทุกข์กล่าวโทษ นายวรวัฒน์ เจ้าของเพจ แอ็คมี่ เทรดเดอร์ริสต์ ผู้สถาปนาตนเองเป็น วาฬบิทคอยน์ แห่งเมืองไทย ในความผิดฐานลักลอบเปิดแพลตฟอร์ม 1000x.live โดยไร้ใบอนุญาต พฤติการณ์ในขณะนั้นคือการชักชวนให้คนมาลงทุนเทรดทองคำ โดยใช้ผลตอบแทนล่อใจสูงถึงร้อยละ 200 ผ่านแคมเปญ ปั้นเงิน 3,000 เป็น 10,000 ดอลลาร์ มีการจัดฉากไลฟ์สดโชว์พอร์ตกำไรเพื่อโน้มน้าวให้เหยื่อหลงเชื่อและทำ ก๊อบปี้เทรด แต่ท้ายที่สุดเมื่อถึงเวลาถอนเงิน ระบบกลับล่มและนักลงทุนไม่สามารถนำเงินออกมาได้

ด้าน พันตำรวจเอก จำนาญ ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่ตอกย้ำความพลิกแพลงของขบวนการนี้ว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ปีพุทธศักราช 2569 กลุ่มผู้เสียหายจำนวน 64 รายได้รวมตัวกันเข้าแจ้งความร้องทุกข์ หลังถูกหลอกให้ร่วมลงทุนในโปรเจกต์ใหม่ที่ชื่อว่า ว้าวบิท สูญเงินไปกว่า 80 ล้านบาท


นอกจากนี้การสืบสวนขยายผลพบว่า นายวรวัฒน์และพวกไม่ได้หยุดพฤติกรรม แต่กลับชักชวนให้คนมาลงทุนซื้อ ACTcoin และฝากสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อรับดอกเบี้ยสูง หรือ เอิร์น โดยใช้ นายศักดินา เป็นนอมินีเปิดบัญชีรับโอนเงิน ยอดเงินหมุนเวียนในบัญชีนี้พุ่งกระฉูดถึง 549 ล้านบาท กระบวนการฟอกเงินถูกออกแบบมาอย่างแยบยล ด้วยการให้คนเดินสายตระเวนถอนเงินสดจากหลายสาขาธนาคารในวันเดียวกัน ก่อนจะนำเม็ดเงินเหล่านั้นไปแปลงสภาพเป็นคริปโต แล้วโยนเข้าสู่ระบบการเงินแบบไร้ศูนย์กลาง หรือ De-Fi เพื่อทำลายเส้นทางเชื่อมต่อทางการเงินขั้นเด็ดขาด

ขณะเดียวกันยังพบหลักฐานการทำธุรกรรมที่โยงใยไปถึง บริษัท บิทแนนซ์ จำกัด ซึ่งเป็นอาณาจักรธุรกิจของนายวรวัฒน์อีกด้วย

พันตำรวจเอก วิญญู ได้สรุปปฎิบัติการทิ้งท้ายว่า จากพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ทั้งหมด ชี้ชัดว่า นายวรวัฒน์ คือผู้บงการและตัวการหลักที่ชักใยอยู่เบื้องหลังอาชญากรรมทางเศรษฐกิจครั้งนี้ ปอศ. จึงต้องบูรณาการกำลังเพื่อเด็ดหัวเครือข่ายนี้ให้สิ้นซาก แม้ในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาจะยังคงปากแข็ง ให้การปฏิเสธและภาคเสธก็ตาม


ในตอนท้าย ตำรวจสอบสวนกลาง หรือ ซีไอบี ได้ใช้โอกาสนี้ส่งสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงไปยังประชาชนและนักลงทุนทั่วประเทศ ให้เพิ่มความระมัดระวังขั้นสูงสุดในยุคที่มิจฉาชีพสวมรอยเป็นกูรูทางการเงิน โดยให้ท่องจำ 5 กฎเหล็กเพื่อจับไต๋ขบวนการแชร์ลูกโซ่และแก๊งหลอกลงทุน คริปโต ดังนี้

1. สัญญากำไรเกินจริง ระวังข้อเสนอที่การันตีผลตอบแทนสูงลิ่วและได้เงินชัวร์ทุกเดือน เพราะในโลกการลงทุนที่แท้จริง ไม่มีอะไรปราศจากความเสี่ยง

2. เปลือกนอกที่หรูหรา มิจฉาชีพมักสร้างภาพลักษณ์รวยทางลัด ขับซูเปอร์คาร์ สวมแบรนด์เนม และโชว์พอร์ตกำไรหลักล้าน เพื่อปลุกปั่นความโลภในตัวเหยื่อ

3. ลวงให้ ก๊อบปี้เทรด การอ้างตัวเป็นเซียนและมีระบบให้เหยื่อโอนเงินไปให้เทรดแทน หรือทำตามคำสั่งซื้อขาย คือช่องทางหลักในการสูบเงินเข้ากระเป๋าคนร้าย

4. เสก โทเคน ไร้ค่า การปั้นโปรเจกต์เหรียญ คริปโต ขึ้นมาเองโดยไม่มีระบบนิเวศรองรับ อ้างว่าจะพาไปดวงจันทร์ แต่บทสรุปคือการเทขายทิ้งทวน หรือที่เรียกว่า Rug Pull

5. กดดันให้รีบตัดสินใจ กลยุทธ์คลาสสิกที่มักใช้คำว่า โอกาสสุดท้าย หรือ รับจำนวนจำกัด เพื่อตัดโอกาสไม่ให้เหยื่อได้ฉุกคิดและตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน