กระทรวงพาณิชย์ดึงเม็ดพลาสติกเป็น 1ใน7สินค้าควบคุมรายการใหม่จากเดิมมีสินค้าควบคุม 59รายการ และขอให้ผู้ประกอบการงดส่งออกเพื่อสงวนใช้ในประเทศ หลังจากสงครามตะวันออกกลางพ่นพิษ ทำให้ไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบได้ ส่งผลให้SCGCปิดโรงโอเลฟินส์1โรง ทำใหเม็ดพลาสติกขาดตลาดโดยเฉพาะPPราคาพุ่ง50-70%กระทบทั้งห่วงโซ่อุปทาน ด้านSCGCดิ้นหาวัตถุดิบ “แนฟทา”ทดแทนจากตะวันออกกลาง ยันมีเพียงพอใช้ถึงสิ้นพ.ค.นี้
กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดงาน “เชื่อม Supply ปิโตรเคมีไทย จากต้นน้ำถึงผู้ใช้” ณ Enterprise Hall อาคาร EnCo Terminal (EnTer) ถนน วิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร เพื่ออัปเดตสถานการณ์ปิโตรเคมีไทย รวมถึงเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และผู้ใช้ในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานปิโตรเคมีและเม็ดพลาสติกอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย พร้อมด้วยผู้แทนผู้ผลิตปิโตรเคมี เข้าร่วมเวทีเสวนา “สถานการณ์และความร่วมมือห่วงโซ่อุปทานปิโตรเคมีไทย”
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อราคาพลังงาน วัตถุดิบ และการขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์พร้อมทำหน้าที่สนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านข้อมูลการค้า การติดตามสถานการณ์ตลาดโลก มาตรการดูแลผู้ประกอบการ และการประสานความร่วมมือ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจ
โดยการจัดงานในครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อเท็จจริง และมุมมองระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางสร้างความร่วมมือให้ห่วงโซ่อุปทานมีความมั่นคง ยืดหยุ่น และสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ทั้งนี้ได้ขอให้ผู้ประกอบการงดส่งออกเม็ดพลาสติกไปต่างประเทศเพื่อสงวนไว้ใช้ในประเทศแทน และกระทรวงฯเตรียมดึงเม็ดพลาสติกเป็นสินค้าควบคุมเพิ่มเติม 1ใน7 สินค้าควบคุมรายการใหม่ที่จะประกาศจากเดิมมีสินค้าและบริการควบคุม 59 รายการ
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีตลอดห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ผู้ผลิตต้นน้ำมีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ทั้งจากราคาวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย
ขณะที่อุตสาหกรรมกลางน้ำ โดยเฉพาะกลุ่มพลาสติก เผชิญกับราคาเม็ดพลาสติกที่ปรับเพิ่ม ขึ้นถึง 50–70% ส่วนอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น อาหาร บรรจุภัณฑ์ ยา และเครื่องสำอาง ได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น หากสถานการณ์ยืดเยื้อ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งด้านวัตถุดิบและการขนส่งพร้อมกัน
สำหรับแนวทางการรับมือ ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐและเอกชนติดตามและบริหารจัดการสถานการณ์วัตถุดิบอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างอุตสาหกรรมต้นน้ำถึงปลายน้ำ ควบคู่กับการกระจายแหล่งนำเข้าวัตถุดิบจากหลากหลายแหล่ง เน้นการใช้วัตถุดิบจากผู้ผลิตในประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง Ecosystem ของ Supply Chain ประเทศไทย และการพัฒนาระบบบริหารจัดการและจัดทำสต็อกให้มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการใช้วัสดุทดแทน เช่น พลาสติกชีวภาพ พลาสติกรีไซเคิล หรือวัตถุดิบอื่นที่ทดแทนได้ รวมถึงการยกระดับการใช้เทคโนโลยีและ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะกลางถึงระยะยาว ตลอดจนผลักดันการใช้พลังงานสะอาดและวัตถุดิบหมุนเวียนภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในบริบทโลกที่กำลังก้าวสู่ยุคการทวนกระแสโลกาภิวัตน์ (Deglobalization)
นายสาโรจน์ พุทธธรรมวงศ์ ประธานเต้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีมูลค่าเพิ่ม บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอลส์ จำกัด(มหาชน)หรือ PTTGC กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทฯยังคงดำเนินการผลิตโพลิเอทิลีน (Polyethylene: PE) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทอย่างเต็มที่ มีกำลังผลิต 1.6-1.8แสนตันต่อเดือน ท่ามกลางสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางทำให้เกิดความผันผวน ดังนั้นบริษัทเน้นการจัดสรรผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับความต้องการในประเทศเป็นลำดับแรก ควบคู่กับการบริหารการส่งมอบอย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนให้ซัปพลายเพียงพอต่อความต้องการ ของตลาด และสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
ความสามารถในการรักษาความต่อเนื่องของการผลิตดังกล่าว เป็นผลจากโครงสร้างการดำเนินธุรกิจแบบบูรณาการ (Integrated Value Chain) ของ PTTGC ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้สามารถบริหารจัดการวัตถุดิบและการผลิตได้อย่างยืดหยุ่น รวมถึงใช้วัตถุดิบที่ผลิตได้เอง (Internal Feedstock) ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก และรองรับข้อจำกัดของห่วงโซ่อุปทานในช่วงเวลานี้
ปกติไทยมีความต้องการใช้เม็ดพลาสติกPEในประเทศอยู่ที่ 1.4-1.6แสนตัน/เดือน ซึ่งบริษัทผลิตเม็ดพลาสติก PE 1.6-1.8แสนตัน/เดือน และมีผู้นำเข้าเม็ดพลาสติก PEอีก 3-4หมื่นตัน/เดือน ทำให้มีการส่งออกเม็ดพลาสติกไปต่างประเทศ เมื่อเกิดภาวะสงคราม ผู้นำเข้าเม็ดพลาสติกเดิมไม่สามารถนำเข้าได้ จึงต้องหันมาซื้อในประเทศแทน ทำให้ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกในประเทศร่วมมือกันไม่มีการส่งออก เพื่อให้มีสินค้าเพียงพอใช้ในประเทศก่อน
ทั้งนี้ เม็ดพลาสติก PE ประกอบด้วย HDPE, LDPE และ LLDPE เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เช่น ถุงก๊อปแก๊ป ฝาขวดน้ำดื่ม ฟิล์มถนอมอาหาร ขวดขุ่น ที่นิยมใช้สำหรับขวดบรรจุภัณฑ์แชมพูและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย แกลลอนน้ำ แท็งก์น้ำ แหอวน รวมถึงอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานอย่างท่อน้ำ(สีดำ) และท่อร้อยสายไฟ
อย่างไรก็ดี สถานการณ์เม็ดพลาสติกบางประเภท เช่น โพลิโพรพิลีน (Polypropylene: PP) ขณะนี้มีความตึงตัวในบางช่วง จากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานและข้อจำกัดด้านการนำเข้า เนื่องจากหลายประเทศให้ความสำคัญกับการดูแล Supply Chain ภายในประเทศของตน โดยเม็ดพลาสติก PP เป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร เช่น ถุงร้อน ซองอาหารกึ่งสำเร็จรูป แก้วเครื่องดื่ม ถาดอาหารที่สามารถเข้าไมโครเวฟได้ รวมถึงถุงบิ๊กแบ็คสำหรับสินค้าอุตสาหกรรม
เพื่อช่วยบรรเทาความตึงตัวดังกล่าว บริษัทฯเตรียมกลับมาเดินเครื่องโรงงานโอเลฟินส์อีกหนึ่งหน่วยในเดือนเมษายนนี้ ภายหลังหยุดซ่อมบำรุงตามแผนแล้วเสร็จ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตโพรพิลีน (Propylene) วัตถุดิบตั้งต้นของเม็ดพลาสติก PP ให้แก่ผู้ผลิตภายในประเทศ และสนับสนุนห่วงโซ่อุตสาหกรรมโดยรวม
อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมยังสามารถบริหารจัดการซัพพลายได้อย่างต่อเนื่องและเพียงพอ แม้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้
นายชาตรี เอี่ยมโสภณา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานพาณิชย์บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด หรือ SCGCกล่าวว่า เดิมบริษัทมีการส่งออกเม็ดพลาสติกไปต่างประเทศคิดเป็น 50%ของกำลังผลิตรวม 6แสนตัน/เดือน ที่เหลือขายในประเทศ แต่เมื่อเกิดสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้บริษัทไม่สามารถจัดหาแนฟทา ซึ่งเป็นวัตถุดิบในโรงโอเลฟินส์จากตะวันออกกลางได้ จึงได้ตัดสินใจหยุดโรงระยองโอเลฟินส์(ROC)ไป โดยคงเหลือการผลิตโรงโอเลฟินส์อีก1โรงคือมาบตาพุดโอเลฟินส์ (MOC) ส่งผลให้เกิดการตึงตัวเม็ดพลาสติกPP
อย่างไรก็ตาม SCGC ได้เร่งจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นๆทดแทนตะวันออกกลางได้บ้าง ทำให้มั่นใจว่าโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์จะมีวัตถุดิบเพียงพอใช้ไปถึงสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้จากเดิมเคยคาดว่าจะผลิตได้ถึงเมษายน 2569 แต่หากสงครามยืดเยื้อ เราก็ต้องจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่น พร้อมกับปรับเปลี่ยนการผลิตเพื่อให้เหมาะสมกับตลาด โดยเม็ดพลาสติกบางเกรดจะไม่ผลิต เพื่อผลิต้ม็ดพลาสติกบางเกรดที่ตลาดต้องการ
โดยจับตาดูสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด และเร่งจัดหาวัตถุดิบเพิ่มเติมต่อเนื่อง ซึ่งเรือขนส่งวัตถุดิบของบริษัทท่ายังไม่ได้ออกจากช่องแคบฮอร์มุซ จำนวน 2ลำ (1 ลำผลิตเม็ดพลาสติกได้ 2หมื่นตัน) หากสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซก็จะยังต้องจัดหาเพิ่มเติมต่อไป
ปกติเอเชียมีการนำเข้าแนฟทาราว 7ล้านตัน/เดือน ซึ่งเป็นการนำเข้าของไทย 4แสนตัน/เดือน ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากตะวันออกกลาง 4ล้านตัน/เดือนผ่านช่องแคบฮอร์มุซถึง 3.9ล้านตัน/เดือน เมื่อเกิดสงครามอิสราเอลและสหรัฐฯกับอิหร่าน ทำให้บริษัทตัดสินใจหยุดโรงโอเลฟินส์1 โรง
ทั้งนี้ กลุ่มผู้ผลิตปิโตรเคมียังยืนยันแนวทางบริหารซัปพลาย โดยให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศเป็นลำดับแรก (Domestic First) ควบคู่กับการบริหารสต็อก การวางแผนส่งมอบ และการกระจายสินค้าอย่างทั่วถึง เพื่อป้องกันการขาดแคลนในบางอุตสาหกรรม พร้อมทั้งทำงานร่วมกับผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานในการวางแผนความต้องการล่วงหน้า และสนับสนุนการใช้วัตถุดิบทดแทน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบ และยืนยันว่าซัปพลายยังคงเพียงพอ รองรับความต้องการของตลาดได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง
“ไทยโชคดีเมื่อเทียบกับหลายประเทศในแถบนี้ เนื่องจากเรามีอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ผลิตเม็ดพลาสติกใช้เอง บางประเทศไม่มีโรงงานปิโตรเคมี การนำเข้าเม็ดพลาสติกทำได้ยากและราคาแพง”
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดพื้นที่ Technical Clinic เพื่อเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงระหว่างผู้เชี่ยวชาญของผู้ผลิตเม็ดพลาสติกกับผู้ใช้ปลายทาง โดยมุ่งให้คำปรึกษา แก้ไขปัญหาและสนับสนุนด้านเทคนิค เพื่อให้กระบวนการผลิตดำเนินไปอย่างราบรื่น รวมถึงช่วยให้สามารถเลือกใช้เม็ดพลาสติกทดแทนได้อย่างเหมาะสม อันจะนำไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานปิโตรเคมีไทยโดยรวม