ส.อ.ท.ฟันธงราคาสินค้าขยับแน่นอน เม.ย.นี้ หลังจากราคาดีเซลขึ้นแรงพรวดเดียว 6 บาท/ลิตร กระทบทั้งภาคขนส่งและต้นทุนผลิตสินค้า แถมค่าไฟฟ้างวดใหม่จ่อขยับขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงทั้งเหล็ก ซีเมนต์ เซรามิกขยับขึ้น ฉุดปีนี้ GDP ไทยโตไม่เกิน 1%
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน-ดีเซล วันนี้ (26 มี.ค.) ทันที 6 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ดีเซลอยู่ที่ 38.94 บาท/ลิตร หรือเพิ่มขึ้นสูงสุดครั้งเดียว 18.2% และเป็นการปรับเพิ่มราคาขึ้น 25% ภายในสัปดาห์
สะท้อนนโยบายของภาครัฐที่เปลี่ยนจากการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาพลังงานและทยอยปรับขึ้นน้ำมันอย่างค่อยเป็นค่อยไป มาเป็นการใช้กลไกการอุดหนุนแบบพุ่งเป้า เพื่อให้ความช่วยเหลือกลุ่มที่เดือดร้อนเฉพาะกลุ่มใน 6 กลุ่มเป้าหมาย ช่วยลดภาระของกองทุนที่ปัจจุบันติดลบกว่า 28,109 ล้านบาท
การปรับราคาดีเซลขึ้นสูงทันทีย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคขนส่งที่มีต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้นทันที เนื่องจากน้ำมันดีเซลเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักในการขนส่งสินค้าและการผลิตในหลายๆ ภาคอุตสาหกรรม ทำให้ราคาวัตถุดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศ และสินค้าภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นราคาสินค้าจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นตามกลไกของตลาด โดยเฉพาะในช่วงเดือน เม.ย. เมื่อสต๊อกสินค้าที่ซื้อมาในราคาก่อนน้ำมันขึ้นเริ่มหมดลง ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องซื้อสินค้าราคาปรับขึ้นใหม่มาผลิตและจำหน่าย ซึ่งในกลุ่มสินค้าควบคุม 59 รายการ ภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการเข้ามาดูแลช่วยเหลือผู้ประกอบการ เพื่อให้ธุรกิจยังสามารถดำเนินการต่อไปได้
ก่อนหน้านี้ ส.อ.ท.เคยประเมินว่าหากราคาดีเซลขยับสูงขึ้นไปเป็น 38.94 บาท/ลิตร ซึ่งสูงกว่าช่วงเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนต้นทุนค่าขนส่งจะเพิ่มขึ้นเป็น 20-25% ราคาสินค้าปรับสูงขึ้นราว 8-10% แต่ถ้าราคาดีเซลอยู่ที่ 34.94 บาท/ลิตร ผลกระทบจะใกล้เคียงช่วงราคาพลังงานในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน (ปี 2565-2566) ทำให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น 15-20% และราคาสินค้าโดยรวมเพิ่มขึ้น 6-8%
นอกจากนี้ หากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) อาจจะขยายตัวไม่ถึง 1% สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลทุก 1 บาทต่อลิตรจะทำให้ GDP ลดลง 0.02% สะท้อนราคาพลังงานมีผลต่อภาวะเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ
นายเกรียงไกรกล่าวว่า แนวโน้มค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) งวดใหม่ พ.ค.-ส.ค. 2569 ก็จะปรับขึ้น ย่อมส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานสูง เช่น เหล็ก, ซีเมนต์, เซรามิก, เยื่อกระดาษ, เคมี และอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักรหนัก ทำให้ราคาสินค้าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นปรับตัวสูงขึ้นอีก