วิกฤตพลังงานโลก (ฟอสซิล) จากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง สะท้อนให้เห็น ความมั่นคงด้านพลังงานไม่สามารถพึ่งพาภายนอกเพียงอย่างเดียวได้ การยกระดับพัฒนาพลังงานทดแทน (พลังงานสะอาด) ในประเทศจึงเป็นทางออก (ทางรอด) อย่างยั่งยืน “ทีดีอาร์ไอ” ชี้เป็นสัญญาณเตือนเร่งเปลี่ยนผ่าน เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด 70% ระบบสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ต้องอยู่ในมือจริง สำนักงาน กกพ.เผยความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันยังคงอยู่ในระยะยาว
การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด นอกจากเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานโดยการลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ เปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนในประเทศ เช่น แสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล ซึ่งช่วยสร้างเสถียรภาพราคาพลังงาน กระจายแหล่งผลิตไฟฟ้า ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับระบบพลังงานของไทย ก็ยังเป็นตัวเร่งในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050
• สัญญาณเตือน ลดพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
ดร. อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เปิดเผยว่า วิกฤตราคาน้ำมันและก๊าซรวมถึงความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทานโลกควรถูกมองเป็น “สัญญาณเตือน” ว่าไทยไม่ควรพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้ามากเกินไป เพราะเมื่อเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางหรือการสะดุดของเส้นทางขนส่ง ต้นทุนพลังงานของไทยจะผันผวนทันที ทั้งราคาน้ำมันและก๊าซ LNG ที่กระทบค่าไฟด้วย จึงทำให้วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาฟอสซิล หันมาสนับสนุนพลังงานสะอาดในประเทศมากขึ้น ทั้งโซลาร์ ลม ระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องความมั่นคงทางพลังงานและความสามารถแข่งขันของประเทศในระยะยาวด้วย
วิกฤตครั้งนี้ทำให้เห็นภาพชัดว่าปัญหาของไทยไม่ใช่เพียง “ราคาน้ำมันแพงชั่วคราว” แต่คือความเปราะบางเชิงโครงสร้างจากการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซนำเข้า ดังนั้นโอกาสที่เกิดขึ้นคือการใช้วิกฤตเป็นแรงผลักให้สังคมและรัฐยอมรับมากขึ้นว่า พลังงานสะอาดไม่ใช่ของเลือกได้ในอนาคต แต่เป็นเครื่องมือรับมือความเสี่ยงด้านราคา ความมั่นคงด้านพลังงาน และการแข่งขันทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ยิ่งเมื่อเทคโนโลยีพลังงานสะอาด โดยเฉพาะโซลาร์ มีต้นทุนลดลงต่อเนื่อง การเร่งลงทุนในพลังงานสะอาดภายในประเทศยิ่งช่วยลดการเปิดรับความเสี่ยงจากตลาดโลก และหากทำควบคู่กับ EV ระบบกักเก็บพลังงาน และการจัดการโหลดไฟฟ้า ก็จะช่วยลดการใช้น้ำมันในภาคขนส่งและลดการพึ่ง LNG ในภาคไฟฟ้าได้ด้วย
• แนะรัฐเชื่อมแผนพลังงานของประเทศ
ภาครัฐต้องเลิกแก้นโยบายแบบแยกส่วน และต้องมีกลไกกลางที่เชื่อมแผนพลังงานทั้งหมดให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นแผนไฟฟ้า แผนพลังงานทดแทน แผนอนุรักษ์พลังงาน แผนน้ำมัน และแผนก๊าซธรรมชาติ เพื่อให้การตัดสินใจเรื่องหนึ่งไม่ไปขัดอีกเรื่องหนึ่ง ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรเร่งออกสัญญาณนโยบายที่ชัดเจนต่อเอกชน เช่น เป้าหมายพลังงานสะอาดที่แน่นอน กติกาการเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้าที่เป็นธรรม การเปิดตลาดไฟฟ้าให้แข่งขันได้มากขึ้น การทบทวนโครงสร้างราคาให้สะท้อนต้นทุนจริง
• แผน PDP ควรปรับสัดส่วนใช้พลังงานสะอาด 70%
แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือแผน PDP ควรถูกปรับให้เร่งสัดส่วนพลังงานสะอาดเร็วขึ้น เปิดทางให้โซลาร์ภาคประชาชนและการแข่งขันในตลาดไฟฟ้ามีบทบาทจริง ภาครัฐควรเร่งพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย รองรับความผันผวนของพลังงานสะอาด และในภาพระยะยาวควรเดินไปสู่สัดส่วนพลังงานสะอาดราว 70% ภายในปี 2050 เพื่อให้สอดคล้องกับเป้า Net Zero อย่างแท้จริง
• ชูข้อเสนอ ระยะสั้น-ยาว “ระบบสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์” ต้องมี
ระยะสั้น : ภาครัฐควรเน้นการบริหารสถานการณ์น้ำมันอย่างมีเป้าหมายและโปร่งใส โดยเฉพาะการดูแลเสถียรภาพราคาดีเซลซึ่งกระทบค่าครองชีพโดยตรง การเตรียมมาตรการรองรับหากราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น กระทรวงพลังงานควรร่วมมือกับกระทรวงการคลังในการพิจารณารปรับลดภาษีสรรพสามิต และภาษีต่างๆที่ทับซ้อนอยู่ในโครงสร้างราคาน้ำมัน รวมถึงการใช้กองทุนน้ำมันนั้นอาจใช้ช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และที่สำคัญคือการสื่อสารข้อมูลสถานการณ์สต็อกน้ำมันและความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา เพื่อลดพฤติกรรมการกักตุนและความตื่นตระหนกของประชาชน
ระยะยาว : จำเป็นต้องมีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างของระบบพลังงานไทย ทั้งราคาน้ำมันและไฟฟ้าให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเป็นธรรม สำหรับภาคไฟฟ้านั้นต้องปรับแผน PDP และบูรณาการแผนพลังงานทั้งหมดให้สอดคล้องกัน เร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในประเทศ เปิดตลาดไฟฟ้าให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้า โดยเฉพาะ LNG นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญสำหรับน้ำมันนั้น เนื่องจากประเทศไทยมีความจำเป็นต้องนำเข้า สิ่งที่ควรเร่งดำเนินการคือการพัฒนา ระบบสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR) ซึ่งเป็นระบบสำรองน้ำมันที่รัฐบริหารจัดการโดยเฉพาะ การมี SPR จะช่วยให้ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองที่ “อยู่ในมือจริง” สามารถนำมาใช้ได้ทันทีในภาวะวิกฤต ลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของการนำเข้า และยกระดับความมั่นคงทางพลังงานจากระบบที่ตั้งรับ มาเป็นระบบที่มีความพร้อมและยืดหยุ่นในระยะยาวมากขึ้น
• กกพ. เร่งยกระดับ “พึ่งพาตนเอง” ควบคู่ Net Zero
ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่าวิกฤตพลังงานจากสถานการณ์สงครามสะท้อนให้เห็นชัดว่า ความมั่นคงด้านพลังงานไม่สามารถพึ่งพาภายนอกเพียงอย่างเดียวได้ การพัฒนาพลังงานสะอาดในประเทศจึงเป็นทั้งการลดคาร์บอน และการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับระบบพลังงานของไทย
กกพ. ประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายลง ราคาพลังงานก็มีแนวโน้มปรับลดลงจากอุปทานที่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากวิกฤตครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ราคาพลังงานจะปรับลดลงในระยะสั้น แต่ความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้ายังคงอยู่ในระยะยาว ขณะที่ทั่วโลกยังคงเดินหน้าสู่พลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง และไฟฟ้าสะอาดจะยังเป็นปัจจัยหลักในการแข่งขันและการดึงดูดการลงทุน
ในระยะต่อไป กกพ. จะเร่งวางระบบกำกับกิจการพลังงานเพื่อรองรับการผลิตและใช้พลังงานภายในประเทศมากขึ้น โดยส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้ภาคประชาชนและภาคธุรกิจสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง (Prosumer) ได้อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมกำกับดูแลให้เกิดความเป็นธรรม ไม่ให้เกิดการเอาเปรียบผู้ใช้ไฟฟ้าในระบบโดยรวม
พร้อมกันนี้ จะพัฒนากลไกตลาดไฟฟ้าสะอาด เช่น Utility Green Tariff (UGT) และ Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงพลังงานสะอาด สนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมยุคใหม่ และลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว
นอกจากนี้ กกพ. ยังเตรียมยกระดับเครื่องมือกำกับดูแล โดยใช้ Big Data และ AI ผ่านระบบ Energy Foresight เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มและคาดการณ์ความต้องการพลังงานล่วงหน้า รวมถึงพัฒนาศูนย์ข้อมูลการกำกับดูแลพลังงาน (Energy Regulatory Data Center) เพื่อสนับสนุนการกำกับดูแลแบบ Data-Driven ให้มีความแม่นยำ โปร่งใส และทันต่อการเปลี่ยนแปลง
ในมิติการพัฒนาระยะยาว กกพ. เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมด้านกำลังคน โดยส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้านพลังงานสะอาด เช่น การติดตั้งและบริหารจัดการระบบ Solar Rooftop เพื่อรองรับการขยายตัวของพลังงานกระจายศูนย์ รวมถึงรองรับความผันผวนของต้นทุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในอนาคต