xs
xsm
sm
md
lg

Krungthai GLOBAL MARKETS เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 32.47-รอความคืบหน้าเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (25มี.ค.69)ที่ระดับ 32.47 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.54 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.70 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 32.45-32.80 บาทต่อดอลลาร์) ผู้เล่นในตลาดต่างยังคงไม่แน่ใจต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้บรรยากาศโดยรวมในฝั่งตลาดการเงินอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ในฝั่งไทยผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอาจยังคงสะท้อนการขยายตัวต่อเนื่องของการค้าระหว่างประเทศของไทยอยู่ โดยเฉพาะในส่วนของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง

ด้านแนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เริ่มไม่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น อย่างน้อยในช่วงระยะสั้นที่ผ่านมา กอปรกับ กระแสข่าวความพยายามในการเจรจาหยุดยิงของสหรัฐฯ (แม้เราจะยังไม่เชื่อมั่น 100% และขอสงวนท่าทีระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง) ได้ทำให้ โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) อ่อนกำลังลงเพิ่มเติม จนอาจทำให้ เงินบาทเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways เป็นอย่างน้อย หรือแม้กระทั่งมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Down โดยส่วนหนึ่งอาจมาจากการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด อย่าง การทยอยทำกำไรสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) ขณะเดียวกัน บรรดาผู้ส่งออกบางส่วนอาจเข้ามาทยอยขายเงินดอลลาร์เพิ่มเติม หลังเงินบาทได้พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นแถวโซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งอาจเป็นโซนเป้าหมายของผู้ส่งออกบางส่วน นอกจากนี้ หากบรรยากาศในตลาดการเงินเอเชีย ทยอยกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง อาจช่วยลดทอนแรงกดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่า ตามแรงขายสินทรัพย์ไทยที่ควรจะชะลอตัวลงเพิ่มเติม สอดคล้องกับทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติในระยะสั้นนี้

อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะเป็นไปอย่างจำกัด จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะมั่นใจต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเรามองว่า อีกตัวแปรสำคัญ คือ ฝั่งอิสราเอล ที่อาจมีเป้าหมายของการสู้รบในครั้งนี้ ต่างจากสหรัฐฯ (เนื่องจากสหรัฐฯ หรือ ประธานาธิบดี Donald Trump มีแรงจูงใจที่ต้องจบความขัดแย้งโดยเร็ว จากประเด็นการเลือกตั้ง Midterm ในปีนี้) โดยฝั่งอิสราเอล อาจยังคงมีเป้าหมายเพื่อโค่นล้มระบอบการปกครองของอิหร่านในปัจจุบัน (Regime Change) หรือ ลดศักยภาพทางการทหาร/เทคโนโลยีของอิหร่านให้ได้มากที่สุด ทำให้การเจรจาสันติภาพ เพื่อหยุดยิง และจบความขัดแย้ง อาจไม่ง่ายนักและต้องใช้เวลาพอสมควร