บลจ.ยูโอบีเดินหน้ารุกปี 2026 ตั้งเป้า AUM โต10% หลัง2เดือนแรกปีม้าทองโตแล้ว5%สินทรัพย์รวมแตะ 3.04 แสนล้านบาท พร้อมโชว์ปีที่ผ่านมาโต6% ชูจุดเด่นกองทุนเรือธง-กองทุนสกุลดอลลาร์-Private Assets ตอบโจทย์นักลงทุนทุกกลุ่ม ขณะเดียวกันยังมองตลาดหุ้นไทยมีโอกาสฟื้น หากสงครามคลี่คลายเร็ว SET อาจรีบาวด์แตะ 1,500-1,600 จุด จากแรงหนุนเงินทุนไหลเข้า เสถียรภาพการเมือง และนโยบายรัฐ
นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปีที่ผ่านมา บลจ. ยูโอบี ยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลางสภาวะตลาดที่ผันผวนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) ณ ธันวาคม 2025 อยู่ที่ 290,000 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 6% สอดคล้องกับการเติบโตของอุตสาหกรรม สำหรับในปี 2026 บริษัทคาดว่า AUM ของบริษัทน่าจะเติบโตได้อีกประมาณ 10% ซึ่งล่าสุดสามารถเติบโตได้แล้วประมาณ5% ในระยะเวลาเพียง2เดือนทำให้AUMปรับตัวขึ้นมาแตะระดับที่ 3.04แสนล้านบาท
ทั้งนี้ธุรกิจกองทุนรวมถือว่ามีการเติบโตถึง 23% ซึ่งสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตภาพรวมของอุตสาหกรรมที่ 9%ขณะที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนส่วนบุคคลยังคงได้รับความไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวมาจากการบริหารกองทุนที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้กองทุนมีผลตอบแทนย้อนหลังที่โดดเด่น รวมถึงความเป็นผู้นำในการคัดสรรผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ตอบโจทย์นักลงทุนควบคู่กับการบริหาร ความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนอย่างรอบคอบ
สำหรับปี 2026 จะยังคงขับเคลื่อนธุรกิจด้วยความเข้าใจลูกค้าเป็นศูนย์กลาง พร้อมส่งมอบประสบการณ์ด้านการลงทุนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุนอย่างครอบคลุมผ่าน การนำเสนอทางเลือกการลงทุน ดังนี้
กองทุนเรือธง (Flagship Fund) ได้แก่ กลุ่มกองทุนตลาดเงิน - กองทุนเปิด ไทย แคช แมเนจเม้นท์ ชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป (TCMF) ซึ่งเมื่อสิ้นปี 2025 มี AUM อยู่ที่ 26,000 ล้านบาท (+65%) และล่าสุดยังสามารถสร้างผลการดำเนินงานเป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบกับกองทุนที่มีนโยบายเดียวกัน
กลุ่มกองทุนตราสารหนี้ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด อินคัม เดลี่ อัลตร้า พลัส ฟันด์ (UIDPLUS) มี AUM สิ้นปี 2025 ที่ 4,700 ล้านบาท (+135%) และสามารถสร้างผลงานดำเนินงานย้อนหลัง อยู่ในอันดับ 1stquartile เมื่อเทียบกับกองทุนที่มีนโยบายเดียวกัน เป็นต้น
นายวนา กล่าวอีกว่า บริษัทยังมีแผนเดินหน้าการเป็น ผู้นำกองทุนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) หลังปีที่ผ่านมา ครองส่วนแบ่งตลาดกองทุน ประเภทนี้เป็นอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 53% (US$ 419 Million) และบริษัทจัดการลงทุนรายแรกในประเทศไทยที่เปิดตัวกองทุนตราสารหนี้สกุลเงิน USD ที่สามารถขายคืนได้ทุกวัน คือ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ยูเอสดี เดลี่ ฟันด์ (USDAILY) โดยตั้งเป้า AUM ของกองทุน สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ 1,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐนี้หรือประมาณ 32,000 ล้านบาท
“ การเติบโตของกองทุนสกุลเงินดอลล่าร์ถือว่ายังมีโอกาสอยู่อีกมากเนื่องจากหากพิจารณาเงินฝากในสกุลดอลล่าร์ทั้งระบบอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านล้านบาทขณะที่ ปัจจุบัน กองทุนประเภทนี้ มีเม็ดเงินลงทุน อยู่ประมาณ 30,000 ล้านบาทเท่านั้น นอกจากนี้การลงทุนในกองทุนยังให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากและมีสภาพคล่องใกล้เคียงกันซึ่งน่าจะตอบโจทย์นักลงทุนที่เป็นนิติบุคคลสามารถนำเงินฝากสกุลดอลล่าร์เข้ามาลงทุนผ่านกองทุนนี้ได้“
นอกจากนี้บริษัทยังเตรียม นำเสนอ Private Assets (สินทรัพย์นอกตลาด) สำหรับกลุ่มนักลงทุนสถาบันและกลุ่ม Ultra High Net Worth ได้แก่ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ไพรเวท ไดเวอร์ซิไฟด์ เลนดิ้ง ฟันด์ ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (UPD-UI) และ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ไพรเวท อินฟราสตรัคเจอร์ ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (UPINFRA-UI)
ส่วนกลยุทธ์ของปี 2026 นี้ เน้นการขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้แนวคิดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (CustomerCentric) ด้วยความพร้อมด้านศักยภาพของบริษัท ความร่วมมือจากเครือข่ายระดับภูมิภาคและพันธมิตรระดับสากลของกลุ่มยูโอบี จะดำเนินธุรกิจผ่าน 3 กลยุทธ์ ดังนี้
1) Customized Investment Solution นำเสนอความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ทางการลงทุน ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินของนักลงทุนในระยะยาว มุ่งเน้นการสร้างกองทุนเรือธง (Flagship Fund) ที่สามารถสร้างโอกาสรับผลตอบแทนได้ทุกสภาวะตลาด (All‑Weather Strategy Flagship Funds)
2) Sustainability Focusing ประยุกต์ใช้ข้อมูลเชิงลึก Data‑Driven Insights ผสานเครื่องมือบริหารความเสี่ยงและการประเมินด้าน ESG
3) New S-Curve Opportunities มุ่งมั่นในการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ติดตามกระแสการลงทุนเพื่อเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆ
ลุ้นสงครามจบไว SET รีบาวด์แตะ 1,500-1,600 จุด
ในช่วงที่ผ่านมาภาวะการลงทุนอยู่ในภาวะที่นักลงทุนทั่วโลกเริ่มออกจากสหรัฐมาอยู่เอเชีย ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่แล้วถึงต้นปีก่อนจะมีสงคราม ซึ่งหากสงครามจบไว ทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติได้รวดเร็วภายในเดือนหนึ่ง การที่ SET จะมีเป้าหมายแถว 1,500-1,600 ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้เช่นกัน
ทั้งนี้เหตุผลคือ การที่ไทยมีรัฐบาลที่มีความมั่นคงและเมื่อก่อน SET ก็เคยเทรดกันที่ประมาณ 15-16 เท่า แล้วรอบนี้ก็ดูเหมือนว่าจะได้เสถียรภาพทางรัฐบาลค่อนข้างดี ประกอบกับจะมีนโยบายภาครัฐมาเสริม ก็จะทำให้แน่นอนว่าดึงดูดเม็ดเงินที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดก่อนสงครามก็คือ เงินมันไหลออกจากสหรัฐอเมริกาไปทั่วโลก แล้วก่อนหน้านั้นไทยก็ได้อานิสงส์ รอบนี้ไทยก็เลยมีทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกที่สนับสนุน
ทั้งนี้จะอยู่บนสมมุติฐานที่ สงครามไม่ยืดเยื้อนานมากนัก เช่น ภายในอีกสักเดือนหนึ่ง ก็อาจจะช่วยให้เรามีโอกาสไปถึงเป้าหมาย SET ตรงนี้ได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ถ้าสงครามยังรุนแรงต่อเนื่อง ฝั่ง downside ก็น่าจะเห็นอยู่ประมาณ 1,300-1,350 จุด
“ผมมองว่าตอนนี้ทางสหรัฐเองก็เริ่มมีการพิจารณามาตรการที่รุนแรงขึ้น เพื่อให้จบเร็ว ซึ่งมันก็สะท้อนจุดนั้นแล้ว ถ้าดูแพตเทิร์นของโดนัลด์ ทรัมป์ กับ trade war ก็จะคล้าย ๆ กัน คือ ลากให้แรงไปก่อน แล้วก็อาจจะจบเร็ว ซึ่งไม่ใช่แค่ผมมองแบบนี้นะครับ ต้องบอกว่าตลาดทุกวันนี้ก็เทรดแบบนั้น เป็นเหตุว่าเวลา มีข่าวมาเซอร์ไพรส์ มันถึงยังลงอยู่ แต่ก็ลงไม่แรง สิ่งที่เราเห็นจริง ๆ คือ ลงไม่แรงอย่างที่ควรจะเป็นตามสถานการณ์ เพราะตลาดมองไปข้างหน้าว่า มันน่าจะจบเร็ว คือทางฝั่งสหรัฐน่าจะอยากให้จบเร็ว“นายวนากล่าว
ภาพรวมเศรษฐกิจปี 2025 และมุมมองการลงทุนปี 2026
คาดการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2026 นี้ จะเติบโตที่ 3.3% จากการที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวได้ดีจากการบริโภคภายในประเทศและการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี AI แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย แต่คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดจะเริ่มปรับลดดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่เศรษฐกิจยุโรปมีสัญญาณฟื้นตัวหลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) แต่ยังคงต้องติดตามการเติบโตของตัวเลขภาคการบริโภค
ด้านญี่ปุ่น มีแนวโน้มเศรษฐกิจที่เติบโตจากเสถียรภาพทางการเมืองและดัชนีเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่จีนยังคงเผชิญความท้าทายใน ภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ภาคการบริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และรัฐบาลจำเป็นต้องเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์
เศรษฐกิจไทยในปี 2025 มีการเติบโตในระดับที่น่าพอใจท่ามกลางปัจจัยท้าทายทั่วโลก โดยขยายตัว 2.4% ได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากการกลับมาดำเนินงานอย่างเต็มที่ของภาครัฐ ทั้งการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ช่วยประคอง การบริโภคภายในประเทศ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัลและพลังงานสะอาด ในด้านการส่งออก แม้จะได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดทางการค้าและกำแพงภาษีที่เพิ่มขึ้น แต่สินค้าไทยในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และอาหารแปรรูปยังคงมีความสามารถในการแข่งขันสูง ส่งผลให้ยอดส่งออกช่วงไตรมาสสุดท้ายเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโดยรวมยังถูกจำกัดด้วยภาระหนี้ครัวเรือนและภาวะเงินเฟ้อติดลบ ซึ่งสะท้อนกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง
ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มเชิงบวกในช่วง 6 เดือนข้างหน้า แม้ระยะสั้นอาจเผชิญแรงกดดันจากภาวะสงครามที่ทำให้ต้นทุนด้านพลังงานสูงขึ้น แต่ภาพรวมยังได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจที่คาดไว้ในปีนี้ กระแสเงินทุนต่างชาติที่เริ่มกลับเข้าสู่ตลาด รวมถึงความชัดเจนด้านเสถียรภาพทางการเมืองที่ช่วยสนับสนุนความต่อเนื่องของโครงการลงทุนสำคัญทั้งจากภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงสู่ระดับ 0.75% ภายในช่วงปลายปี 2026 ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนต่อทิศทางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป