xs
xsm
sm
md
lg

“หาดทิพย์”คาดสงครามทุบกำไร 100 ล. ชูขวดแก้วสู้เม็ดพลาสติกขาด-ขึ้นราคา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ผู้จัดการรายวัน 360 – “หาดทิพย์” ปรับแผนรับมือ ปัจจัยลบ ชี้สงครามสหรัฐ-อิหร่านหนักกว่า ช่วงโควิดระบาด และหนักกว่าสงครามรัสเซียยูเครน กระอักต้นทุุนพุ่งพรวดพราด จากราคาน้ำมันพุ่งและขาดแคลน เร่งมือขยายตลาดบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วรุกตลาด ชี้กรณีหนักสุด คาดกระทบกำไรปีนี้ 100 ล้านบาท


พลตรี พัชร รัตตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในเครือโคคาโคลา ในภาคใต้ของไทย เปิดเผยว่า หาดทิพย์ขอยืนยันว่า ภายในเดือนเมษายนปีนี้ บริษัทยังไม่มีการปรับราคาผลิตภัณฑ์ขึ้นแน่นอน หากเรายังสามารถบริหารจัดการต้นทุน มาร์จิ้น และกำไรได้อยู่ แม้ว่าจะเป็นสินค้าที่สามารถปรับราคาได้ โดยที่ต้องปรึกษาและแจ้งเรื่องทางกรมการค้าภายในก่อนก็ตาม แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆก็คงต้องขึ้น แต่ตอนนี้ผมมีความเชื่อมั่นว่า เรายังบริหารจัดการได้ ยังมีกำไรอยู่

ปีนี้หลังจากไตรมาส1 ผลกระทบของภาษีน้ำตาลมาครบรอบแล้ว โดนเต็มไปแล้วจากนี้มันก็ไม่หนักแล้ว แต่ตอนนี้ราคาน้ำมันก็ขึ้น เม็ดพลาสติกก็ขึ้นราคาทันทีเลย กระทบกับบรรจุภัณฑ์แน่นอน แต่หาดทิพย์เองยังมีตัวเลือกบรรจุภัณฑ์อื่นเช่น กระป๋อง หรือขวดแก้วที่เราเลือกได้ ซึ่งตอนนี้่ถือเป็นโอกาสดีที่จะรีบเตรียมการรับมือ แต่ต้องดูทั้งซัพพลายเชนว่าจะเอาบรรจุภัณฑ์ไปวางที่เชลฟ์ให้มากที่สุดได้อย่างไร


“หากเปรียบเทียบกันแล้ว ตอนที่เกิดสงครามรัสเซียกับยูเครนเราไม่ได้กระทบมาก ส่วนช่วงโควิดระบาดหนักก็กระทบมาก แต่ครั้งนี้สงครามระหว่างอเมริกากับอิหร่านรวมทั้้งปัญหาราคาน้ำมันและการขาดแคลนน้ำมัน ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตอย่างมาก ยอมรับว่าส่งผลกระทบอย่างมาก สิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ก็คือ ตัวเราที่ต้องปรับตัวภายในองค์กรของเราเอง เพื่อรักษาระดับของมาร์จิ้นไว้ ต้องเน้นเรื่องการบริหารจัดการต้นทุน เพราะตอนนี้ต้นทุนการผลิตสินค้าทุกอย่งสูงขึ้นแล้ว ซึ่งเราควบคุมไม่ได้เพราะเป็นปัจจัยภายนอก”

ทั้งนี้วันนี้ (24 มีนาคม) เป็นเดทไลน์ที่ โดนัล ทรัมป์ กำหนดเกี่ยวกับเรื่องการเปิดปิดช่องแคบฮอร์มุซ ก็คงต้องจับตาดูว่า อิหร่านจะให้คำตอบเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งจะมีผลที่จะทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นไปอีก ในทัศนะของผมมองว่า สงครามไม่ดีแน่ ไม่ว่าจะจบอย่างไรก็ไม่ดี ประเมินว่าในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดแล้วคงจะกระทบกับผลกำไรปีนี้ประมาณ 100 ล้านบาท และคาดว่าจะกระทบกับตลาดรวมน้ำอัดลมปีนี้คงเติบโตไม่เกิน 5%

บริษัทฯต้องปรับแผนธุรกิจเพื่อรับมือ เพื่อให้ไปสู่เป้าหมาย 10,000ล้านบาท ตามที่ตั้งไว้ ขณะที่ปีนี้ตั้งเป้าหมายรายได้รวมไว้ที่ 8,500 ล้านบาท เติบโต 3%-5% จากปีที่แล้ว (2568) ที่ทำรายได้รวมจากการขาย 8,258 ล้านบาท เติบโต 1.6% และมีกำไรสุทธิ 568 ล้านบาท แต่ยังยืนยันว่ายังคงใช้งบลงทุนรวมปีนี้ไม่เกิน 6%-7% ของรายได้รวมตามกรอบการลงทุนเหมือนเดิม เพราะดีมานด์ของสินค้าเราในภาคใต้ยังมีอยู่ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เช่น ช่วงน้ำท่วมดีมานด์ยังมีแม้ไม่มาก ธุรกิจที่เกี่ยวกับเรา เช่นคอนวีเนียนสโตร์ เทรดดิชันนัลเทรด ยังเติบโต สองช่องทางนี้ยังทำให้เราเติบโตได้ และมาเน้นรรจุภัณฑ์ขวดแก้วมากขึ้น


กลยุทธ์จากนี้ต้องขายสินค้่าและขนาดบรรจุภัณฑ์ให้ตรงตามแต่ละช่องทางมากขึ้น โฟกัสแต่ละช่องทางการขายตามการเติบโต สินค้าตจองมีนวัตกรรม การควบคุมต้นทุนดำเนินการ แต่ไม่ใช่ตัดต้นทุนทุกอย่าง การทำให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น สร้างดีมานด์ในตลาด ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยทำให้่หาดทิพย์มีส่วนแบ่งตลาดในภาคใต้มากขึ้น และมีการเติบโตมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันจากข้อมูลของของบริษัท นีลเส็น ประเทศไทย จำกัด ประจำปี 2568 หาดทิพย์เป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มรวมNARTD ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในภาพรวมที่่ 23.2% แต่สำหรับภาพรวมตลาดรวมเครื่องดื่มน้ำอัดลม หาดทิพย์มีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับที่หนี่งคือ 78.2% ในภาคใต้

“แม้ความท้าทายในปี 2569 จะมีความซับซ้อนมากขึ้นจากปัจจัยภายนอก แต่บริษัทฯ มีประสบการณ์ในการบริหารความผันผวนและสามารถปรับตัวได้ดีตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผ่านการบริหารต้นทุนอย่างรอบคอบ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการใช้ประโยชน์จากการลงทุนให้คุ้มค่า รวมถึงการนำนวัตกรรมสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว และเมื่อพิจารณาจากการที่แบรนด์ของเรามีความนิยมเหนือสินค้าคู่แข่งค่อนข้างมากในพื้นที่ภาคใต้ เราเชื่อมั่นว่าถ้าเราไม่ประมาทและสถานการณ์ความตึงเครียดไม่ลุกลามบานปลายจนเกินไปนัก เราจะสามารถจัดการกับความผันผวนและกลับสู่เส้นทางการเติบโตได้เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย” พลตรี พัชร กล่าว