xs
xsm
sm
md
lg

เปิดใจ! “ชนะ ภูมี”ผู้ท้าชิงปธ.ส.อ.ท.คนใหม่ พร้อมนำอุตฯฝ่าวิกฤติ-เตือนSMEรักษาเงินสดในมือ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“ชนะ ภูมี”แคนดิเดตท้าชิงประธานส.อ.ท.คนใหม่ อาสานำพาSMEs และอุตสาหกรรมไทยข้ามผ่านวิกฤตพลังงาน ชี้สงครามตะวันออกกลางเปลี่ยนซัพพลายเชน เตือนSMEต้องมีกระแสเงินสดในมือถืออย่างน้อย 6เดือนและรัดเข็มขัด ชะลอการลงทุนที่ไม่จำเป็น พร้อมชูนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรม 5+1 และ "3 ทุน" เป็นรากฐานขับเคลื่อนจากภายใน

นายชนะ ภูมี รองประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประธานสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน และที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในแคนดิเดตผู้ท้าชิงประธานส.อ.ท.คนใหม่ โดยขับเคี่ยวเรียกคะแนนเสียงสนับสนุนจากสมาชิกและผู้บริหารบริษัทขนาดใหญ่โดยนายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท บีสไพพ์ฟิตติ้งอินดัสตรี จำกัด ซึ่งเป็นแคนดิเดตที่มีฐานเสียงจากสภาอุตสาหกรรมจังหวัดและSMEs

นายชนะ กล่าวว่าการตัดสินใจลงแข่งขันชิงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. เนื่องจากเห็นว่าประเทศไทยต้องขับเคลื่อนตัวด้วยSMEs แต่ตลอด10กว่าปีนี้ SMEsแทบไม่ได้ปรับตัวเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดในระยะยาว ทำให้SMEsบางรายต้องหายไป ดังนั้นหากปล่อยให้SMEsเป็นไปอย่างนี้จะยิ่งแย่ ดังนั้นคนที่จะเป็นผู้นำ (Lead)จะต้องเคยทำตั้งแต่ขนาดเล็ก กลางใหญ่ สามารถคุยกับระดับต่างประเทศ และภาครัฐอย่างอดทน นำเอาองค์ความรู้และการเชื่อมต่อเพื่อช่วยให้กลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆรวมถึงSMEsผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้

สิ่งที่น่ากังวลจากสงครามในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐฯ ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกลไกการค้า ซัพพลาย เชน จากเดิมที่เส้นทางขนส่งพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซฯผ่านช่องแคบฮอร์มุซคิดเป็นสัดส่วน20%ของการใช้พลังงานโลก และคิดเป็น 60%ของการใช้ในเอเชียรวมถึงไทย

หากสงครามที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางสิ้นสุดลง ก็ยังต้องใช้เวลานานหลายเดือนในการให้โรงกลั่นน้ำมันและโรงงานปิโตรเคมีกลับขึ้นมาผลิตใหม่อย่างปลอดภัยอีกครั้ง เช่นเดียวกับแหล่งปิโตรเลียม ดังนั้นภาคธุรกิจโดยเฉพาะSMEs จำเป็นต้องเตรียมกระแสเงินสดในมืออย่างน้อย 6 เดือนเพื่อให้เพียงพอต่อการทำธุรกิจรับมือวิกฤตพลังงาน 
จำเป็นที่SMEs ต้องบริหารสภาพคล่อง ไม่ใช่เรื่องกำไรหรือขาดทุน แต่เป็นเรื่องกระแสเงินสดในมือที่ต้องเตรียมไว้ให้พอใช้หมุนเวียนในช่วงวิกฤติ หากสถานการณ์ยืดเยื้อต่อไป ธุรกิจจะสามารถประคองตัวได้นาน 6 เดือนข้างหน้า และมองอนาคตแบบเหตุการณ์เลวร้ายที่สุด

นอกจากนี้ ภาคธุรกิจ SMEs ต้องทบทวนค่าใช้จ่าย ชะลอโครงการลงทุนในโครงการที่นังไม่สร้างรายได้ทันทีออกไปก่อน เพื่อเก็บเงินสดไว้สำหรับการใช้จ่ายที่จำเป็นจริงๆ เช่นเดียวกับการบริหารการผลิต ปรับให้สอดคล้องกับตลาดที่หดตัว ปรับลดสต็อกวัตถุดิบหรือสินค้าให้เหมาะสม ไม่มากเกินไป เพราะจะทำให้เงินจม และปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่เปลี่ยนไป การวางแผนผลิตต้องรัดกุม ผลิตตามที่ขายได้จริง เน้น SKU ที่หมุนเร็ว เพราะวัตถุดิบจะตึงตัว อาจขาดแคลน หายาก จึงต้องทำให้มีความคล่องตัวที่สุด

รวมทั้งการพูดคุยกับคู่ค้าอย่างใกล้ชิด ทั้งฝ่าย supplier และลูกค้า เพื่อให้มีข้อมูลที่ตรงกับสภาพความเป็นจริง ช่วยกันคิดและหารือกำหนดทิศทางประคองให้ทุกฝ่ายรอดไปด้วยกัน ลดการแย่งซื้อกักตุน และทำให้ตลาดปั่นป่วนโดยไม่จำเป็น รวมถึงความร่วมมือในกลุ่มของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน จัดตั้งเวทีหารือร่วมกัน หรือ War Room เพื่อนำปัญหาเสนอต่อภาครัฐเพื่อให้เกิดการร่วมมือของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

นายชนะ กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกที่ซัดเข้าหาประเทศไทยพร้อมๆกันไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า สินค้าต่างชาติราคาถูกทะลักเข้าตลาดออนไลน์ หรือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมทุกวัน จำเป็นที่ภาคเอกชนไทยต้องลุกขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิดในนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรม 5+1 และ "3 ทุน" เป็นรากฐานขับเคลื่อนจากภายใน

นโยบายที่ 1 : Smart Industry — "อัพเกรดโรงงานไทยสู่ยุคดิจิทัล"
โรงงานไทยส่วนใหญ่จากเดิมใช้เทคโนโลยีเก่า พึ่งพาแรงงานราคาถูกที่กำลังขาดแคลนมากขึ้นทุกปี หากไม่เร่งปรับตัว ประเทศไทยเสี่ยงสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจจากผลิตภาพที่ตามหลังคู่แข่ง เราพร้อมร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อผลักดันให้โรงงานไทยเปลี่ยนผ่านสู่ Smart Factory ด้วยระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และ IoT เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงานให้ได้ถึง 2 เท่า พร้อมสนับสนุนให้ภาครัฐจัดตั้งโรงงานต้นแบบระดับชาติ เพื่อให้ผู้ประกอบการทดลองใช้เทคโนโลยีก่อนตัดสินใจลงทุนจริง

นโยบายที่ 2 : Smart Market — "ปกป้องตลาดในประเทศ ขยายตลาดโลก ทุกวันนี้สินค้าต่างชาติด้อยคุณภาพทะลักเข้าตลาดทั้งในห้างและออนไลน์ แต่SME ไทยยังขาดโอกาสเชื่อมตัวเองเข้ากับห่วงโซ่การผลิตระดับโลกที่เข้ามาลงทุนในไทย ดังนั้นเราต้องเริ่มแก้ปัญหาที่เร่งด่วนที่สุดก่อน นั่นคือการปกป้องตลาดในประเทศ โดยสนับสนุนให้รัฐเร่งขยายการบังคับใช้มาตรฐาน มอก. ให้ครอบคลุมสินค้าที่ SME ไทยมีศักยภาพผลิตให้ได้มากที่สุด เพื่อกรองสินค้าไม่ได้มาตรฐานออกจากตลาด เมื่อตลาดในประเทศมีความมั่นคงขึ้นแล้ว ขั้นต่อไปคือ การสร้างรากฐานให้ SMEs ไทยเติบโตจากภายใน โดยผลักดันให้รัฐส่งเสริมผู้ผลิตไทยที่มีศักยภาพในการพัฒนาสินค้าทุนทดแทนการนำเข้า ซึ่งปัจจุบันไทยเสียเงินไปกับการนำเข้าสินค้าทุนกว่า 7.6 ล้านล้านบาทต่อปี หากเราสามารถเปลี่ยนมาผลิตในประเทศได้สัก 30-50% จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจได้ถึง 10% ของ GDP

นอกจากนี้ ต้องผลักดันให้รัฐเร่งขยายและใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี เนื่องจากปัจจุบันเครือข่าย FTA ของไทยยังน้อยกว่าคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเวียดนาม ส่งผลให้สินค้าไทยแบกรับภาระภาษีที่สูงกว่าในตลาดเดียวกัน และสนับสนุนให้บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยหันมาใช้สินค้าทุนและชิ้นส่วนจากผู้ผลิตไทยมากขึ้น ซึ่งความขัดแย้งทางการเมืองและสงครามที่ปะทุขึ้นในหลายภูมิภาคกำลังบังคับให้บริษัทข้ามชาติทั่วโลกเร่งกระจายฐานการผลิตออกจากพื้นที่เสี่ยง ไทยจึงอยู่ในจังหวะที่ดีที่สุดในรอบหลายทศวรรษในการดึงดูดการย้ายฐานการผลิตเหล่านี้ เพียงแต่การจะคว้าโอกาสนี้ได้อย่างไร

นโยบายที่ 3 : Smart Funding — "ปลดล็อกเงินทุน ด้วยศักยภาพ ไม่ใช่หลักทรัพย์" ปัญหาเรื้อรังของ SME ไทยคือเข้าไม่ถึงสินเชื่อ ทั้งที่มีออเดอร์ในมือและมีประวัติการค้าที่ดี เพียงเพราะไม่มีที่ดินมาค้ำประกัน เราจะร่วมมือกับภาคการเงินเพื่อเปลี่ยนกติกาสินเชื่อจากการวัดที่ "สินทรัพย์" มาเป็น "ศักยภาพและข้อมูล" โดยนำประวัติธุรกรรมการค้าในระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์มาใช้เป็นหลักฐานยื่นขอสินเชื่อแทนโฉนดที่ดิน เปลี่ยนระบบจากการวัดทรัพย์สินมาเป็นการวัดผลงานจริง และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการดูแล SME ที่ติดหนี้เสียและถูกตัดออกจากระบบสินเชื่อ โดยต้องร่วมมือกับรัฐในการจัดตั้ง ทีมผู้เชี่ยวชาญแก้ไขธุรกิจเฉพาะด้าน เพื่อลงพื้นที่ช่วยวิเคราะห์ต้นตอปัญหา ปรับโครงสร้างหนี้ หาตลาดใหม่ และวางแผนธุรกิจ

นโยบายที่ 4 : Smart & Green Infrastructure — "โครงสร้างพื้นฐานสีเขียวและโลจิสติกส์อัจฉริยะ"
การแข่งขันในตลาดโลกวันนี้ไม่ได้วัดที่ราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่วัดที่ต้นทุนพลังงานและคาร์บอนด้วย โดยเฉพาะมาตรการของสหภาพยุโรปที่กำลังบังคับใช้ และบริษัทข้ามชาติที่กดดันผู้ผลิตในห่วงโซ่ให้ต้องใช้พลังงานสะอาด ดังนั้นเราจะผลักดันให้รัฐเปิดทางให้โรงงานและ SMEsเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดในราคาที่แข่งขันได้ผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงกับผู้ผลิต (Direct PPA) และร่วมมือกับรัฐเพื่อพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับ Direct PPA

นโยบายที่ 5 : Smart Government — "รัฐที่คล่องตัว เป็นหุ้นส่วนธุรกิจ ไม่ใช่อุปสรรค" ซึ่งกฎหมายและระเบียบราชการที่ล้าหลังต้อชงถูกยกเลิกไป รวมถึงการรวมใบอนุญาตหลายฉบับให้เหลือฉบับเดียว และการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของภาครัฐจาก "ผู้ออกใบอนุญาต" มาเป็น "ผู้อำนวยความสะดวก"

จากการศึกษาพบว่าการลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนอาจช่วยประหยัดต้นทุนให้ภาคเอกชนได้กว่า 1.3 แสนล้านบาทต่อปี

และ + 1 คือ บวกด้วย PPPP - TH Model (Public Private People Partnership) ความร่วมมือภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม
 
ดังนั้นนโยบาย 5+1 จะไม่เกิดผลจริงหากปราศจากรากฐานที่แข็งแกร่ง ภาคเอกชนจึงเสนอให้ขับเคลื่อน "3 ทุน" ควบคู่กันไปเพื่อสร้างความเข้มแข็งจากภายในประเทศ
ทุนที่ 1 — ทุนมนุษย์ : "คนเก่ง ทักษะตรง พร้อมทำงานได้ทันที"
ทุนที่ 2 — ทุนข้อมูล : "ข้อมูลฉลาด ลดคอร์รัปชัน สร้างโอกาส"
ทุนที่ 3 — ทุนองค์กร : "ระบบที่เข้มแข็ง กลไกที่ทำงานได้จริง"

นโยบาย 5+1 และ 3 Capitals คือข้อเสนอที่ออกแบบให้ทำงานเสริมกันเป็นระบบ พร้อมร่วมทำงานกับรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยจากฐานแรงงานราคาถูก สู่ระบบนิเวศที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม มาตรฐาน และความสามารถที่แท้จริง เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่ผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน