xs
xsm
sm
md
lg

ทริสประเมินความเสี่ยงด้านลบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ระบุว่า แม้ทริสจะยังคงคาดการณ์การเติบโตของ GDP ที่ 2.1% ในปี 2569 แต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นแรงกดดัน ภายใต้สมมติฐานความขัดแย้งที่ยืดเยื้อเป็นเวลา 3 เดือน (ฉากทัศน์ที่ 1) GDP มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงมาอยู่ที่ 1.8% และอาจลดลงเหลือ 1.0% หากความขัดแย้งขยายระยะเวลาเป็น 6 เดือน (ฉากทัศน์ที่ 2) โดยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อการบริโภคภาคเอกชน การส่งออกสินค้า ภาคการท่องเที่ยว และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)

ทั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์ที่ความขัดแย้งยืดเยื้อ ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี มาตรการของภาครัฐคาดว่าจะช่วยจำกัดผลกระทบจากการส่งผ่านของราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงต่ออัตราเงินเฟ้อได้ในระยะสั้น ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในปี 2569 อาจปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 90 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลภายใต้ฉากทัศน์ที่ 1 และอาจเพิ่มขึ้นเป็นราว 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลภายใต้ฉากทัศน์ที่ 2 แม้การควบคุมราคาดีเซลและ LPG ของภาครัฐจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน แต่อัตราเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับประมาณ 3% ในฉากทัศน์ที่ 1 และ 4%-5% ในฉากทัศน์ที่ 2 ซึ่งสูงกว่าประมาณการปัจจุบันของทริสเรทติ้งที่ 0.0%-0.5% อย่างมีนัยสำคัญ

ต้นทุนเชื้อเพลิงอากาศยานที่สูงขึ้นและค่าโดยสารเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นเป็นความเสี่ยงด้านลบต่อจำนวนนักท่องเที่ยว โดยผลกระทบมีแนวโน้มมากกว่าช่วงเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในอดีต ทริสเรทติ้งคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะปรับลดลงจากกรณีฐานที่ 35 ล้านคน เหลือประมาณ 33 ล้านคนภายใต้ฉากทัศน์ที่ 1 และ 32 ล้านคนภายใต้ฉากทัศน์ที่ 2 โดยคาดว่าการดำเนินงานที่หยุดชะงักของสนามบินในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงต้นทุนเชื้อเพลิงอากาศยานที่ปรับเพิ่มขึ้น จะผลักดันให้ค่าโดยสารเครื่องบินปรับสูงขึ้นประมาณ 10%-15% ในฉากทัศน์ที่ 1 และ 15%-20% ในฉากทัศน์ที่ 2

ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มทรงตัวที่ 1% ขณะที่เงินบาทอาจอ่อนค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้น แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้น แต่ทริสเรทติ้งคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ภายใต้ทั้งสองฉากทัศน์ เนื่องจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อมาจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น (Cost-push) มากกว่าการขยายตัวของอุปสงค์ (Demand-pull) ขณะเดียวกัน เงินบาทคาดว่าจะอ่อนค่าลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ประมาณ 32.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในฉากทัศน์ที่ 1 และประมาณ 33.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในฉากทัศน์ที่ 2