xs
xsm
sm
md
lg

รู้จัก Starcloud เจ้าของโปรเจ็กต์ขุดบิตคอยน์ในอวกาศ บุกเบิกศูนย์ข้อมูลนอกโลก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



สตาร์คลาวด์ (Starcloud) เป้นสตาร์ทอัพสัญชาติอเมริกันที่กำลังพัฒนาศูนย์ข้อมูลในวงโคจร (orbital data centers) ล่าสุด Starcloud เพิ่งเปิดเผยแผนการน่าสนใจที่เรียกเสียงฮือฮาจากชาวโลก นั่นคือการขุดบิตคอยน์ในอวกาศ

ฟิลิป จอห์นสตัน (Philip Johnston) CEO ของสตาร์คลาวด์ ให้สัมภาษณ์ในช่อง HyperChange บน YouTube เมื่อ 5 มีนาคม 2026 ว่าบริษัทกำลังเตรียมส่งชิปประมวลผลที่ออกแบบมาเพื่อทำงานเฉพาะทางหรือ ASIC (Application-Specific Integrated Circuit) สำหรับขุดบิตคอยน์ขึ้นไปติดตั้งบนยานอวกาศลำที่สอง หรือ Starcloud-2 ซึ่งมีกำหนดปล่อยตัวในช่วงปลายปีนี้

“เราคิดว่าเราจะเป็นเจ้าแรกที่ขุดเหรียญได้ในอวกาศ” Johnston กล่าวพร้อมย้ำว่าการทดลองนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจระยะยาว

ก่อนหน้านี้ Starcloud เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการส่ง Nvidia H100 GPU ตัวแรกของโลกขึ้นสู่วงโคจรบน Starcloud-1 เมื่อ 2 พฤศจิกายน 2025 ซึ่งถือเป็นการพิสูจน์ว่าฮาร์ดแวร์ระดับไฮเอนด์สามารถทำงานในสภาพแวดล้อมอวกาศได้จริง แม้จะมีรายงานว่าหนึ่งในห้าตัวของ GPU ที่ส่งขึ้นไปเกิดปัญหาไม่ตอบสนองตั้งแต่ก่อนปล่อย แต่โดยรวมแล้วถือว่าประสบความสำเร็จในการรันโมเดล AI และ inference ในวงโคจร

Philip Johnston ให้สัมภาษณ์ในช่อง HyperChange บน YouTube ที่สำนักงานใหญ่ Starcloud
จุดเด่นของการขุดบิตคอยน์ในอวกาศที่ Starcloud มองเห็นคือพลังงานแสงอาทิตย์ที่แทบจะ “ฟรี” และต่อเนื่องเกือบตลอดเวลา (โดยเฉพาะในวงโคจร sun-synchronous) รวมถึงการระบายความร้อนแบบ radiative ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในสุญญากาศ ไม่ต้องกังวลเรื่องไฟฟ้าแพงหรือข้อจำกัดด้านกริดเหมือนบนพื้นโลก

ในส่วน ASIC สำหรับขุดบิตคอยน์ก็มีราคาถูกกว่ามากเมื่อเทียบกับ GPU ระดับ enterprise ของ Nvidia ที่มักมีราคาเริ่มต้น 30,000 เหรียญสหรัฐขึ้นไป ในขณะที่ rig ขุดบิตคอยน์บางรุ่นอยู่ที่หลัก 600 เหรียญสหรัฐ ไปจนถึงไม่กี่พันดอลลาร์ โดย Johnston ชี้ว่าบริษัทกำลังแก้ปัญหาด้านพลังงาน ไม่ว่าจะเป็น GPU หรือบิตคอยน์ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกันหมด

อย่างไรก็ตาม Johnston ยอมรับตรงไปตรงมา ว่าการขุดบิตคอยน์ในวงโคจรยังมีข้อกังวลด้านเศรษฐศาสตร์อยู่ไม่น้อย เนื่องจาก ASIC รุ่นใหม่ถูกพัฒนาออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เครื่องรุ่นเก่าหมดประสิทธิภาพและกำไรลดลงอย่างรวดเร็ว เหมือนที่เกิดขึ้นบนพื้นโลก ดังนั้นจึงยังถือเป็น “ธุรกิจแห่งอนาคต” มากกว่าจะเป็นรายได้หลักในทันที

ที่น่าสนใจคือ Starcloud เพิ่งยื่นคำขอต่อคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) เมื่อต้นปีนี้ เพื่อขอสิทธิ์ใช้งานดาวเทียมสูงสุด 88,000 ดวง สำหรับโครงข่ายศูนย์ข้อมูลในวงโคจรระดับต่ำ (LEO) โดย Starcloud-2 จะมาพร้อม GPU cluster ที่เพิ่มกำลังผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากถึง 100 เท่าเมื่อเทียบกับดาวเทียมลำแรก

Starcloud จะเป็นเจ้าแรกที่ขุดคอยน์ได้ในอวกาศ
ทั้งนี้ Starcloud ไม่ใช่รายเดียวที่สนใจเรื่องนี้ Intercosmic Energy สตาร์ทอัปอีกแห่งก็กำลังพัฒนาแนวคิดการขุดบิตคอยน์ในอวกาศเช่นกัน แต่ยังไม่มีใครส่งฮาร์ดแวร์ขึ้นไปจริงจังเท่า Starcloud ในตอนนี้

ด้วยอิทธิฤทธิ์ของ SpaceX ที่ทำให้ต้นทุนการปล่อยจรวดที่ถูกลงอย่างต่อเนื่อง และความต้องการพลังประมวลผล AI ที่พุ่งสูงแบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุด การย้ายส่วนหนึ่งของ workload ขึ้นไปบนอวกาศอาจไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป และการทดลองขุดบิตคอยน์ในวงโคจรครั้งนี้อาจเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่การแข่งขันครั้งใหญ่ระหว่าง “data center บนโลก” กับ “data center ในอวกาศ” ในอนาคตอันใกล้

จากวิดีโอบทสัมภาษณ์ Philip Johnston ซีอีโอของบริษัท StarCloud มองว่าอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลในอวกาศกำลังจะกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งเริ่มตื่นตัวและเข้ามาในตลาดนี้ เช่น SpaceX ที่ซื้อ xAI เพื่อเตรียมทำระบบลักษณะเดียวกัน (Grok บนอวกาศ)

ยังมี Google ที่เตรียมทดสอบผ่าน Planet Labs ในปี 2027 และ Amazon ที่ความต้องการด้านประมวลผลพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากปัจจุบัน ศูนย์ข้อมูลใช้ไฟฟ้าถึง 7% ของสหรัฐฯ และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พลังงานเป็นปัจจัยบังคับให้ศูนย์ข้อมูลต้องย้ายไปอยู่บนอวกาศ

ปัจจุบันศูนย์ข้อมูลบนโลกใช้ไฟฟ้าถึง 7% ของสหรัฐฯ และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ
นอกจาก StarCloud 2 ที่จะปล่อยภายในช่วงปลายปี 2026 โดยจะมีขนาดแผงโซลาร์เซลล์ ระบบระบายความร้อน และสร้างพลังงานได้มากกว่ารุ่นแรกถึง 100 เท่า Johnston ชี้ว่า StarCloud 2.1 จะถูกปล่อยในปี 2027 โดยมีขนาดพลังงานและรูปแบบคล้ายคลึงกับรุ่น 2 แต่จะเน้นแก้ไขและอัปเกรดระบบเพื่อเพิ่มความเสถียร

สำหรับ StarCloud 3 จะเป็นรุ่นที่มีการเชื่อมโครงสร้างให้ดูในสำนักงานแล้ว มีน้ำหนักประมาณ 3 ตัน และสร้างพลังงานได้ 200 กิโลวัตต์ ถูกออกแบบมาให้พอดีกับช่องปล่อยสัมภาระ (PEZ dispenser) ของยาน Starship ของ SpaceX โดย Starship 1 เที่ยวบินจะสามารถขนส่งดาวเทียมรุ่นนี้ได้ถึง 50 ดวง ให้พลังงานรวม 10 เมกะวัตต์ต่อการปล่อย 1 ครั้ง

นอกจากเป้าหมายระยะยาวเรื่องการยื่นขออนุญาตสร้างกลุ่มดาวเทียม (Constellation) สำหรับการประมวลผล AI Inference จำนวน 88,000 ดวง และการมุ่งสู่การสร้างโครงสร้างขนาดยักษ์อย่าง Dyson spheres เพื่อดึงพลังงานจากดวงอาทิตย์โดยตรง StarCloud จะมุ่งตอบความต้องการด้าน AI เนื่องจากในอนาคต การประมวลผลกว่า 99% จะเป็นการใช้งานโมเดล (Inference) มากกว่าการเทรนโมเดล โดยเฉพาะเมื่อถึงยุคที่ AI Agents สั่งงาน AI Agents ด้วยกันเอง

ภาพจำลองระบบ Mass Driver หรือเครื่องยิงคล้ายรถไฟแม่เหล็กไฟฟ้า Maglev เพื่อยิงดาวเทียม AI หรือชิ้นส่วนต่างๆ สู่อวกาศได้จากดวงจันทร์
เมื่อถึงยุคนั้น StarCloud จะวางตำแหน่งตัวเองเปรียบเสมือน "บริษัท Equinix แห่งอวกาศ" คือไม่ได้เป็นผู้ให้บริการคลาวด์โดยตรง แต่เป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน ระบบระบายความร้อน และการเชื่อมต่อ ที่ลูกค้าสามารถเช่าและนำสถาปัตยกรรมชิปของตนเองมาติดตั้งเพื่อให้บริการลูกค้าของตัวเองต่อไปได้

Philip ยังพูดถึงแนวคิดที่ Elon Musk หันไปโฟกัสดวงจันทร์ในฐานะสถานที่ที่เหมาะกับการสร้างดาวเทียม AI มากกว่าโลก โดยเห็นด้วยว่าเป็นแนวคิดที่สมเหตุสมผลมาก เพราะดวงจันทร์มีแรงโน้มถ่วงต่ำ การส่งของจากดวงจันทร์สู่วงโคจรใช้พลังงานน้อยกว่าส่งจากโลกถึง 20 เท่า

และเนื่องจากดวงจันทร์ไม่มีชั้นบรรยากาศหนาแน่น จึงสามารถใช้ระบบ Mass Driver หรือเครื่องยิงคล้ายรถไฟแม่เหล็กไฟฟ้า Maglev เพื่อยิงดาวเทียม AI หรือชิ้นส่วนต่างๆ สู่อวกาศได้โดยตรง ซึ่งวิธีนี้ไม่สามารถทำบนโลกได้เพราะวัตถุจะถูกความร้อนจากชั้นบรรยากาศเผาไหม้ทำลายไปเสียก่อน

วันนี้ วิศวกรและผู้เชี่ยวชาญด้านดาวเทียมกว่า 90% กระจุกตัวอยู่ที่เมือง Redmond และ Seattle เนื่องจากเป็นที่ตั้งของทีมวิศวกร Starlink และ Amazon Kuiper (Project Leo) ปัจจุบันพื้นที่พัฒนาและโรงงานในแถบนี้เริ่มไม่เพียงพอจนบริษัทต้องขยายไปเช่าพื้นที่ผลิตขนาดใหญ่ในเมืองใกล้เคียงอย่าง Woodinville ในส่วนของบริษัท StarCloud เพิ่งผ่านกระบวนการระดมทุนรอบใหม่มา และมีแผนจะจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าภายในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้านี้.