เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ ขานรับนโยบายภาครัฐ ส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซล จาก B5 สู่ B7 – B10 และ B20 ผ่านบริษัทย่อย “นิว ไบโอดีเซล” หนึ่งในผู้ผลิตไบโอดีเซลรายใหญ่ของประเทศ ฟากผู้บริหาร “พรพิพัฒน์ ประสิทธิ์ศุภผล” ระบุ พร้อมเดินเครื่องผลิตไบโอดีเซลเต็มกำลัง สนับสนุนด้านพลังงานอย่างยั่งยืน
นายพรพิพัฒน์ ประสิทธิ์ศุภผล รองกรรมการผู้จัดการสายงานกลยุทธ์และพัฒนาองค์กร บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) (PCE) เปิดเผยว่า จากที่ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการผสมไบโอดีเซล (B100) จากระดับ B5 เป็น B7 และผลักดันนโยบาย B10 และ B20 จะส่งผลให้ประชาชนได้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในราคาที่ต่ำลงและส่งผลดีต่อรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งนโยบายดังกล่าวไม่เพียงแต่ช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันดีเซลในประเทศ
ปี 2568 ไทยผลิตน้ำมันปาล์มดิบได้ 3.9 ล้านตัน หากเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลเป็น B10 ต้องใช้น้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้นอีก 0.9-1.3 ล้านตัน ซึ่งวัตถุดิบยังมีเพียงพอรองรับ โดยสามารถนำน้ำมันปาล์มดิบที่ส่งออกปีละ 1.2 ล้านตัน เปลี่ยนมาผลิตเป็นไบโอดีเซลได้ทันที และจะไม่กระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารและการบริโภคในประเทศ
PCE ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มแบบครบวงจรของประเทศไทย มีความพร้อมหากภาครัฐมีนโยบายออกมาชัดเจน และมีผลบังคับใช้การผสมไบโอดีเซลที่สูงขึ้น เนื่องจากบริษัท นิว ไบโอดีเซล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ PCE ตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีศักยภาพด้านกำลังการผลิตไบโอดีเซลที่สูงกว่า 1.3 ล้านลิตรต่อวัน หรือประมาณ 39.0 ล้านลิตรต่อเดือน นับเป็นหนึ่งในผู้ผลิตไบโอดีเซลรายใหญ่ของประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล (B100) อย่างเต็มรูปแบบ
“บริษัทฯ ประเมินว่า หากนโยบายการปรับเพิ่มส่วนผสมไบโอดีเซลดังกล่าวมีผลบังคับใช้ จะส่งผลบวกต่อการดำเนินงานโดยตรง คาดการณ์ว่าจะเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้ยอดขายและรายได้ของบริษัทฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาทต่อปี เนื่องจาก PCE มีจุดแข็งด้านวัตถุดิบที่เพียงพอสามารถป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตไบโอดีเซลได้อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบของบริษัทฯ มีกำลังการผลิตรองรับสูงถึง 150 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง หรือ 3,600 ตันต่อวัน และกำลังขยายเพิ่มโรงสกัด เฟส 3 ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตรวมทั้งหมดของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ 210 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง หรือ 5,040 ตันต่อวัน ส่งผลให้บริษัทฯ มีศักยภาพในการควบคุมวัตถุดิบในการผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำพร้อมป้อนเข้าสู่โรงงานผลิตไบโอดีเซลของกลุ่มบริษัทฯ อย่างไม่มีสะดุด”
ทั้งนี้ PCE เป็นผู้ประกอบการเพียงรายเดียว ในอุตสาหกรรมที่มีระบบนิเวศทางธุรกิจแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม โรงกลั่นน้ำมันปาล์มสำหรับบริโภคและภาคอุตสาหกรรม โรงงานผลิต B100 ตลอดจนคลังจัดเก็บสินค้าขนาดใหญ่ ทั้งที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา พร้อมด้วยระบบโลจิสติกส์การขนส่งทางบกและทางน้ำ โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ ทำให้บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีคุณภาพ ลดความผันผวน และพร้อมตอบสนองต่อนโยบายของภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สร้างรากฐานความมั่นคงด้านพลังงานได้อย่างยั่งยืนในอนาคต