มองกลุ่มหุ้นน้ำมันในกระดานหุ้นไทย ตัวไหนพระเอก? ตัวไหนโดดเด่น? ตัวไหนได้รับผลกระทบหนักสุด หลังสถานการณ์ราคามันยังแรงไม่หยุด ตามสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังคงดุเดือด ภาพรวม PTTEP PTT และ BCP แกร่ง จากการเป็นธุรกิจต้นน้ำในการขุดและสำรวจ ขณะที่อีก2บริษัท จากโครงสร้างธุรกิจมีการกระจายความเสี่ยงที่ดี แม้น้ำมันจะถูกควบคุมจากภาครัฐ ยังมีธุรกิจอื่นโดยเฉพาะปิโตรเคมีเข้ามาช่วยชดเชย
จากสถานการณ์ความตรึงเครียดในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น สำหรับแวดวงตลาดหุ้นแล้ว หนีไม่พ้นหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียมจะได้รับการจับตา หรือความสนใจจากนักลงทุนมากที่สุดในตอนนี้ นั่นเพราะเวลาที่ราคาน้ำมันดิบโลก (เช่น Brent หรือ WTI) ขยับขึ้นหรือลง ย่อมมีผลต่อบริษัทในกลุ่มนี้ไม่มากก็น้อยลดหลั่นกันลงไป
สำหรับหุ้นที่เกี่ยวกับข้องกับราคาน้ำมันในตลาดหุ้นไทย ต้องจำแนกป็น 3 ประเภทดังนี้ "ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ" โดยกลุ่มต้นน้ำ (Upstream) ถือเป็นหุ้นได้ประโยชน์เต็ม ๆ เมื่อราคาน้ำมันขึ้น ซึ่งกลุ่มนี้คือผู้ที่ไปขุดเจาะและสำรวจน้ำมันขึ้นมาขาย ดังนั้น ถ้าราคาน้ำมันโลกแพงขึ้น เขาก็ขายได้กำไรมากขึ้นทันที และในกระดานหุ้นไทย นั่นคือ บมจ. ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลีม (PTTEP) หรือที่รู้จักในนาม “ปตท.สผ.” ตัวหลักตัวเดียวที่เน้นขุดเจาะและสำรวจ ราคาหุ้นมักจะวิ่งตามราคาน้ำมันโลกแบบเกือบจะ 1:1
กลุ่มถัดมาคือ กลุ่มกลางน้ำ (Midstream/Refinery) หุ้นในกลุ่มนี้จะมีกำไรจากส่วนต่างและสต๊อกน้ำมัน นั่นหมายถึง หุ้นกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน โดยกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์ 2 เด้งเวลาที่ราคาน้ำมันขึ้น เริ่มที่อย่างแรก Stock Gain กล่าวคือ น้ำมันดิบที่ซื้อมาเก็บไว้ในสต็อกจะมีมูลค่าสูงขึ้นทันที ถัดมาคือ GRM (ค่าการกลั่น) โดยหากความต้องการใช้น้ำมันสูงจนดันราคาน้ำมันสำเร็จรูปขึ้น ส่วนต่างกำไรก็จะดี โดยในกระดานหุ้นไทย นันคือ บมจ.ไทยออยล์ (TOP) ,บมจ. สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) , บมจ. บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) , บมจ. ไออาร์พีซี (IRPC)
กลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มปลายน้ำ (Downstream/Retail) ซึ่งธุรกิจคือเน้นปริมาณการขาย (Volume) หรือเรียกง่ายๆว่าหุ้นกลุ่มปั๊มน้ำมัน กลุ่มนี้จะ "เหนื่อย" หน่อยเวลาที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงมากๆ เพราะต้นทุนซื้อน้ำมันมาขายจะแพงขึ้น ในขณะที่ราคาหน้าปั๊มมักจะถูกรัฐบาลควบคุมหรือขอความร่วมมือให้ชะลอการปรับขึ้น (Marketing Margin โดนบีบ) สำหรับหุ้นในกลุ่มนี้ ได้แก่ บมจ.ปตท.น้ำมันแบะการค้าปลีก (OR) , บมจ.พีทีจี เอนเนอยี (PTG) และ บมจ.ซัสโก้ (SUSCO) หุ้นในกลุ่มนี้จะชอบเวลาที่ราคาน้ำมัน "นิ่งๆ" หรือ "ค่อยๆ ลง" เพราะคนจะกล้าใช้รถมากขึ้นและค่าการตลาดจะบริหารจัดการง่ายกว่า
ภาพรวมราคาหุ้นน้ำมัน
สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมันและหุ้นพลังงานไทยในช่วงเดือน มีนาคม 2026 นี้ ถือว่าเป็นช่วงที่ "ดุเดือด" และผันผวนสูงมาก โดยมีปัจจัยหลักมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (โดยเฉพาะสถานการณ์ระหว่างอิสราเอล-สหรัฐฯ กับอิหร่าน) ที่ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลก
และนั่งทำให้ กลุ่มต้นน้ำ (Upstream) กลายเป็นผู้ชนะจากราคาน้ำมันขาขึ้นราคาน้ำมันดิบโลก (WTI) พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ไปในช่วงต้นเดือน ก่อนจะย่อตัวลงมาแกว่งตัวในกรอบ 93-95 ดอลลาร์ ในปัจจุบัน โดย PTTEP (ปตท.สผ.) ถูกมองว่าเป็นพระเอกของรอบนี้ หลังราคาหุ้นดีดตัวขึ้นรับข่าวราคาน้ำมันโลกอย่างชัดเจนอยู่ที่ 154 บาท (20 มี.ค.) หรือร่วม 9% จากต้นเดือน 142 บาท และเคยขึ้นไปถึง 160 บาทเมื่อเร็วๆนี้
ถัดมา กลุ่มกลางน้ำ (Refinery) แม้ได้กำไรสต็อกน้ำมัน แต่ค่าการกลั่นยังผันผวนกลุ่มนี้ได้อานิสงส์จาก "Stock Gain" (กำไรจากราคาน้ำมันที่ถืออยู่ในมือแพงขึ้น) แต่ในระยะสั้นอาจมีความกังวลเรื่อง Supply Disruption หรือการชะงักงันของการขนส่ง นั่นทำให้ TOP ช่วงต้นเดือนอยู่ที่ประมาณ 52.00 - 53.00 บาท แต่ปัจจุบันปิดที่ 45.75 บาท ลดลง 6.75 บาท หรือ 12.86% เนื่องจากบริษัทมีการขึ้นเครื่องหมาย XD จ่ายปันผล 1.00 บาทต่อหุ้น อีกทั้งสถานการณ์น้ำมันดิบในตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง ส่งผลกระทบต่อค่าการกลั่น (GRM) ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัท
เช่นเดียวกับ BCP ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 40.25 บาท ลดลง 4.25 บาท หรือ 9.55 % โดยมีปัจจัยกดดันจากการประกาศจ่ายปันผล และความผันผวนของค่าการกลั่น แต่โชคยังดีที่ BCP ยังมีธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน และพลังงานไฟฟ้าเข้ามาช่วยพยุง ในช่วงที่ค่าการกลั่นมีความผันผวน
ส่วน SPRC ปรับตัวลดลงเช่นกัน โดยปัจจุบันอยู่ที่ 7.25 บาท จาก 7.70 บาท ลดลง 0.45 บาท หรือ 5.84% โดยมีปัจจัยที่กดดันราคาหุ้นเช่นเดียวกับ TOP และ BCP นอกจากนี้ยังมีปัจจัยกดดันจากการซ่อมบำรุงทุ่นผูกเรือน้ำลึก
ขณะที่ IRPC พบว่าราคาหุ้นเดินสวนทาง โดยปัจจุบันอยู่ที่ 1.77 บาท เพิ่มขึ้น 0.47 บาท หรือ 36.15% จาก 1.30 บาท เหตุผลมาจาก นอกจากดำเนินธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน IRPC มีสัดส่วนรายได้ปิโตรเคมีในระดับสูง เมื่อส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์(Spread)ปรับตัวเพิ่มขึ้นจึงมีแรงเก็งกำไรเข้ามาในหุ้นมากขึ้น
สำหรับกลุ่มปลายน้ำ (Retail/Pump) ต้องขอบอกว่านี่เป็นช่วงเวลาที่ต้อง "อดทน" เพราะเป็นกลุ่มที่โดนกดดันมากที่สุด เพราะราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นทำให้ "ค่าการตลาด" ถูกบีบ ประกอบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อาจลดลงหากราคาน้ำมันขายปลีกแพงเกินไป นั่นทำให้ OR รวมถึง PTG และ SUSCO ค่อนข้างทรงตัวหรือปรับลดลงเล็กน้อยสวนทางกับน้ำมันโลก
โดย OR ล่าสุดอยู่ที่ 11.30 บาท ลดลง 1.10 บาท หรือ 8.87% จากต้นเดือน มี.ค.ที่ระดับ 8.87% โดยนอกจากการขึ้น XD จ่ายปันผลแล้ว OR ยังได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นจากสงคราม แต่OR ไม่สามารถปรับขึ้นราคาขายได้ เนื่องจากถูกควบคุมราคาน้ำมันโดยภาครัฐ นอกจากนี้กลุ่ม Non-oil ก็ถูกกดดันจากต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้น
ส่วน PTG ล่าสุดอยู่ที่ 7.85 บาท ลดลง 1.40 บาท หรือ 15.14% โดยมาจากการขึ้นเครื่องหมาย XD จ่ายปันผลหุ้น 0.35 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Yield ปันผลสูงถึง 4% รวมถึงถูกการควบคุมราคาขายน้ำมันโดยภาครัฐเพื่อช่วยเหลือประชาชน และในวันที่ตลาดหุ้นไทยดิ่งหนัก (4มี.ค.) หุ้น PTG เป็นอีกหนึ่งหุ้นที่ถูกเทขายอย่างหนัก สุดท้าย SUSCO ปิดล่าสุดที่ 2.04 บาท ลดลงจากต้นเดือนมี.ค. 0.14 บาท หรือ 6.42% ด้วยเหตุผลเดียวกับ OR และ PTG
และอีกหนึ่งหุ้นน้ำมันที่ไม่ควรมองข้าม นั่นคือ บมจ.ปตท (PTT)พี่ใหญ่ในกลุ่มพลังงาน พบว่ามีทิศทางที่ปรับตัวลดลงเช่นเดียวกับบริษัทในเครือส่วนใหญ่ ล่าสุดปิดที่ 34.00 บาท ลดลง 2.75 บาท หรือ 7.48% จาก 36.75 บาทเมื่อต้นเดือน โดยได้รับปัจจัยกดดันจากการขึ้น XD จ่ายปันผล 1.20 บาทต่อหุ้น และถูกเทขายในฐานะหุ้นบิ๊กแคปที่ลดลงตาม Set Index แต่ยังโชคดีแม้ TOP และ OR จะปรับตัวลดลงจนกดดันราคาหุ้นแม่อย่าง PTT แต่ก็ได้แรงช่วยพยุงจาก PTTEP และหุ้นปิโตรเคมี PTTGC เข้ามาช่วยรองรับ สิ่งสำคัญที่เห็นได้ชัดเจนในช่วงนี้คือ นักลงทุนมักจะ "ชะลอการลงทุน" ในกลุ่มปั๊มน้ำมันช่วงที่น้ำมันแพงจัดๆ เพราะกังวลเรื่องการควบคุมราคาของภาครัฐ
สถานการณ์ราคาน้ำมัน
ภาพรวมราคาน้ำมันโลกมีการขยับตัวขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงเดือนมีนาคมนี้ จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะเหตุการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ นั่นทำให้ราคาน้ำมัน Brent (เกณฑ์ยุโรป/ไทย) จากต้นเดือนมีนาคมที่ประมาณ 72 – 73 เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ประมาณ 107.59 เหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 48% ขณะที่ราคาน้ำมัน WTI (เกณฑ์สหรัฐฯ)จากประมาณ 67.30 เหรียญ มาอยู่ที่ประมาณ 93.22 เหรียญ หรือเพิ่มขึ้น 38%
นอกจากนี้มีรายงานว่า เหตุการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางและการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันที่เกิดขึ้น ทำให้ราคาพุ่งพรวดขึ้นไปแตะจุดสูงสุด (High) ของปี โดย Brent เคยขึ้นไปเกือบถึง $120 ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม ก่อนจะค่อยๆ ย่อตัวลงมาอยู่ที่ระดับปัจจุบัน
อย่าไรก็ตามแม้ราคาจะย่อตัวลงจากจุดสูงสุดของเดือน แต่ก็ยังถือว่า "เพิ่มขึ้นมหาศาล" เมื่อเทียบกับเดือนที่แล้ว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาขายปลีกน้ำมันในบ้านเรา
ส่องคนที่กำไรมากที่สุด
สำหรับคนที่ "ได้กำไรมากที่สุด" และเห็นผลชัดเจนที่สุดหนีไม่พ้น คือกลุ่ม ต้นน้ำ (Upstream) หรือกลุ่มธุรกิจ ขุดเจาะและสำรวจ นั่นเพราะ"กำไรพุ่งตามราคาขาย" โดยต้นทุนในการขุดน้ำมันขึ้นมา (Unit Cost) ค่อนข้างคงที่ (ประมาณ $28-30 ต่อบาร์เรล) แต่ ราคาขาย อิงกับราคาน้ำมันโลกโดยตรง นั่นหมายถึงเมื่อราคาขายเพิ่มขึ้นจาก 70 เหรียญเป็น 100 เหรียญ แต่ต้นทุนยังเท่าเดิม ส่วนต่าง 30 เหรียญที่เพิ่มขึ้นมาคือ "กำไรสุทธิ" ที่ไหลเข้ากระเป๋าเต็มๆ นั่นทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกมีการปรับขึ้นประมาณการกำไรของหุ้นเหล่านี้อย่างมีนัยสำคัญ
ด้าน กลุ่มกลางน้ำ (โรงกลั่น) ก็มีกำไรที่น่าสนใจเช่นกัน นั่นคือ "ส้มหล่นจากสต๊อกน้ำมัน" เนื่องจาก โรงกลั่นต้องสำรองน้ำมันดิบไว้ล่วงหน้าเสมอ เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นเร็วๆ น้ำมันที่เขาซื้อมาตุนไว้ตอนราคาถูก 70 เหรียญจะมีมูลค่าสูงขึ้นทันทีเมื่อคำนวณตามราคาตลาดปัจจุบัน 100 เหรีย เรียกว่า Stock Gain อย่างไรก็ตามยังมีเรื่องที่ต้องระมัดระวัง นั่นคือ กำไรจาก Stock Gain เป็นกำไรทางบัญชีที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (One-time) แต่กำไรที่แท้จริงต้องดูที่ "ค่าการกลั่น" (GRM) ซึ่งถ้าราคาน้ำมันดิบแพงกว่าน้ำมันสำเร็จรูปมากเกินไป ค่าการกลั่นอาจจะลดลงได้
ท้ายสุดกลุ่มปลายน้ำ (ปั๊มน้ำมัน) โดยรวมสถานการณ์หุ้นในกบุ่มนี้ แทบจะกล่าวได้ว่า"กำไรอาจลดลงหรือทรงตัว" เพราะหุ้นกลุ่มนี้มีความเสียเปรียบ เนื่องจาก 1. ค่าการตลาดโดนบี เมื่อต้นทุนน้ำมันดิบแพงขึ้น ปั๊มน้ำมันไม่สามารถปรับราคาขายปลีกหน้าปั๊มขึ้นได้ทันที (เพราะติดเพดานราคาของรัฐบาล) ทำให้กำไรต่อลิตรลดลง และ 2. คนใช้น้อยลง ถ้าน้ำมันแพงเกินไป คนจะเริ่มประหยัดการเดินทาง ส่งผลให้ปริมาณการขาย (Volume) ลดลง นั่นทำให้ กลุ่มนี้จึงต้องหนีไปพึ่งกำไรจากธุรกิจ Non-Oil (กาแฟ, ร้านสะดวกซื้อ) เพื่อพยุงกำไรแทน
ผลกระทบจากมาตรการภาครัฐ
แน่นอนว่า น้ำมัน ยังเป็นต้นทุนที่สำคัญของภาคธุรกิจในประเทศ โดยเฉพาะด้านการขนส่ง แต่แทนที่หุ้นปั๊มน้ำมันน่าจะได้กำไรจากการขายน้ำมันในราคาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาตลาดโลก แต่สำหรับปั๊มน้ำมันของไทย ไม่สามารถทำแบบนั้นได้ เพราะในความเป็นจริง "กำไร" ของบริษัทเหล่านี้ไม่ได้วิ่งตามราคาน้ำมันโลกแบบอิสระ 100% เนื่องจากมีกลไกของภาครัฐเข้ามาควบคุมเพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพประชาชน เพื่อช่วยลดผลกระทบให้กับประชาชน นั่นทำให้กลุ่มปั๊มน้ำมัน (OR, PTG) โดนกระทบหนักที่สุดจาก "การตรึงราคา" โดยตรง ที่เห็นได้ชัดในตอนนี้คือภาครัฐใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯ ตรึงราคาดีเซลไว้ (ล่าสุดพยายามคุมไม่ให้เกิน 30-33 บาท/ลิตร)
ดังนั้น เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นเร็วแต่ราคาหน้าปั๊มถูกสั่งให้ "หยุด" หรือ "ชะลอการขึ้น" สิ่งที่หายไปคือ ค่าการตลาด (Marketing Margin) ครับ ปกติควรจะได้ 2.00 บาทต่อลิตร อาจจะเหลือเพียง 1.50 บาท หรือน้อยกว่านั้น ทำให้กำไรของ OR และ PTG ในส่วนของน้ำมันวูบลงทันที
และไม่เพียงแต่หุ้นปั๊มน้ำมันเท่านั้นที่ได้รับผลกะทบ หุ้นกลุ่มโรงกลั่นก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจที่โดนเพ่งเล็งเรื่อง "กำไรส่วนเกิน" โดยกลุ่มนี้แม้จะได้กำไรจากสต๊อกน้ำมัน แต่ก็มีความเสี่ยงจากนโยบายรัฐที่เรียกว่า Windfall Tax (ภาษีลาภลอย) โดยเมื่อโรงกลั่นมีกำไรสูงผิดปกติจากส่วนต่างราคาน้ำมัน ภาครัฐมักจะขอความร่วมมือให้ "ส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ" หรือตัดกำไรบางส่วนมาช่วยอุดหนุนราคาในประเทศ นั่นทำให้นักลงทุนกังวลว่ากำไรที่ควรจะได้เต็มๆ อาจจะโดนดึงออกไป ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นจึงมักจะไม่พุ่งแรงเท่าที่ควรแม้ราคาน้ำมันจะแพง
ขณะที่ตัวต้นน้ำอย่าง PTTEP แทบลอยตัวเหนือปัญหา (มากที่สุด) ไม่ใช่เพราะ PTTEP จงใจ แต่เพราะบริษัทจำเป็นต้องขายน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในราคาตลาดโลก และส่วนใหญ่เป็นการส่งออกหรือขายให้โรงกลั่นตามราคาอ้างอิงสากล นั่นทำให้ภาครัฐเข้ามาแทรกแซงราคาขายของ PTTEP ได้ยากกว่ากลุ่มปั๊มน้ำมัน เพราะเป็นธุรกิจต้นน้ำที่อิงสัมปทานและราคาโลก นำไปสู่การได้รับผลกระทบบวกจากราคาน้ำมันโลกได้ "เต็มเม็ดเต็มหน่วย" ที่สุดในบรรดาทุกกลุ่ม
จากข้อมูลที่มีการเปิดเผยปัจจุบันสถานะกองทุนน้ำมันฯ ติดลบทะลุหมื่นล้านบาท ไปแล้ว (บัญชี LPG ติดลบหนัก ส่วนบัญชีน้ำมันเริ่มลดลงจากการชดเชยดีเซล) นั่นทำให้หากกองทุนน้ำมันฯ ติดลบจนแบกไม่ไหว และอาจกดดันให้รัฐบาลต้องสั่ง "ลดภาษีสรรพสามิต" (ซึ่งช่วยปั๊มน้ำมัน) หรืออาจจะปล่อยให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นตามจริง ซึ่งจะทำให้หุ้นกลุ่มปั๊มน้ำมัน (OR, PTG) กลับมาหายใจคล่องขึ้น
ทิศทางหุ้นกลุ่มน้ำมันไทย
เริ่มที่ PTTEP (ปตท.สผ.) นักวิเคราะห์หลายสำนักมีมุมมองเป็นบวกมากต่อหุ้นตัวนี้ เพราะมองว่าเป็นหุ้นที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงและชัดเจนที่สุดจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ทะยานแตะระดับ 100-107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ฝ่ายวิจัยระบุว่าราคาขายผลิตภัณฑ์ของบริษัทปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมันโลกเกือบ 100% ขณะที่ต้นทุนการผลิตยังคงที่ ทำให้ส่วนต่างกำไร (Margin) ขยายตัวอย่างรุนแรงในช่วงเดือนมีนาคมนี
นอกจากนี้ การวิเคราะห์ความอ่อนไหว (Sensitivity Analysis) ชี้ให้เห็นว่าทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น จะส่งผลบวกต่อกำไรสุทธิประมาณ 1.6% และเพิ่มราคาเป้าหมายพื้นฐานได้ถึง 2.90 บาท นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จึงแนะนำ "ซื้อเก็งกำไร" โดยให้ราคาเป้าหมายในกรอบ 135 - 160 บาท ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ยังไม่มีทีท่าจะปรับตัวลดลงในระยะสั้น
ถัดมา TOP (ไทยออยล์) หุ้นกลุ่มโรงกลั่น กำลังอยู่ในสภาวะ "ส้มหล่น" จากกำไรสต๊อกน้ำมัน (Stock Gain) เนื่องจากระดับราคาน้ำมันดิบในปัจจุบันสูงกว่าต้นทุนน้ำมันดิบที่ซื้อมาเก็บไว้ในช่วงก่อนหน้าอย่างมาก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงติดตามความคืบหน้าของโครงการ CFP (Clean Fuel Project) ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไรระยะยาวและการจัดการหนี้สินของบริษัท
ขณะเดียวกันในระยะสั้น ค่าการกลั่น (GRM) เริ่มฟื้นตัวตามความต้องการใช้น้ำมันเบนซินและน้ำมันอากาศยานที่เข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว (Driving Season) แม้จะมีความกังวลเรื่องการแทรกแซงจากภาครัฐที่อาจขอความร่วมมือให้โรงกลั่นส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมัน แต่นักวิเคราะห์ยังมองว่า TOP มีความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่ง จึงแนะนำ "ซื้อ" ด้วยราคาเป้าหมายบริเวณ 56 บาท
ส่วน BCP (บางจาก) เป็นหุ้นที่มีความครบวงจรและมีความเสี่ยงต่ำกว่าโรงกลั่นเพียวๆ เนื่องจากมีพอร์ตธุรกิจที่หลากหลาย ทั้งโรงกลั่น, สถานีบริการน้ำมัน และธุรกิจไฟฟ้าสะอาด (BCPG) โดยเฉพาะหลังจากการควบรวมกิจการกับ Esso (BSRC) ทำให้ BCP กลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่มีอำนาจต่อรองสูงขึ้นและได้รับประโยชน์จาก Synergy ในการบริหารจัดการคลังน้ำมันและการขนส่งที่ชัดเจนขึ้นในปีนี้
กลยุทธ์ของ BCP ในเดือนมีนาคมนี้เน้นการขยายสถานีบริการแบบ Self-Service เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมาร์จิ้นในภาวะที่ค่าการตลาดน้ำมันโดนกดดันจากมาตรการรัฐ นักวิเคราะห์มองว่า BCP มีความโดดเด่นในแง่ของ Valuation ที่ยังถูกเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่ถือครอง และเป็นหุ้นที่ทนทานต่อความผันผวนของราคาน้ำมันได้ดีกว่าตัวอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน
ส่วน OR (ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก) ถือว่ากำลังเผชิญกับความท้าทายด้านกำไรจากธุรกิจน้ำมันเนื่องจากนโยบายภาครัฐที่พยายามตรึงราคาขายปลีกดีเซลเพื่อช่วยเหลือประชาชน ส่งผลให้ค่าการตลาด (Marketing Margin) ถูกบีบอัดจนต่ำกว่าระดับปกติ นักลงทุนจึงให้ความสนใจไปที่ธุรกิจ Non-Oil อย่าง Cafe Amazon และการขยาย EV Station ที่ตั้งเป้าเป็นรายได้หลักตัวใหม่เพื่อลดการพึ่งพิงค่าการตลาดน้ำมันที่ผันผวนตามการเมือง
แม้กำไรจากน้ำมันจะโดนกดดัน แต่ OR ยังมีจุดแข็งที่กระแสเงินสดและฐานลูกค้าสมาชิก Blue Card ที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศ นักวิเคราะห์แนะนำให้ติดตามการขยายตัวในตลาดต่างประเทศ (เช่น เวียดนามและฟิลิปปินส์) ซึ่งจะมีมาร์จิ้นที่สูงกว่าในไทย โดยให้คำแนะนำในเชิง "ถือ" เพื่อรับปันผลหรือรอจังหวะที่มาตรการรัฐเริ่มผ่อนคลายลง
ด้าน PTG (พีทีจี เอ็นเนอยี) มีรายงานว่ายังคงเดินหน้ายุทธศาสตร์การเพิ่มสัดส่วนกำไรจากธุรกิจ Non-Oil ให้แตะระดับ 50% ของกำไรสุทธิเพื่อสร้างความยั่งยืน โดยมีกาแฟพันธุ์ไทยเป็นหัวหอกสำคัญ ในขณะที่ธุรกิจน้ำมันยังคงรักษาส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 2 ของประเทศ บริษัทยืนยันว่าจะไม่มีการกักตุนน้ำมันและตั้งเป้ายอดขายปีนี้ เติบโตมากกว่า 5% ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงาน
ส่วนด้านราคาหุ้น PTG ในช่วงเดือนมีนาคมมีการปรับฐานลงมาสะท้อนความกังวลเรื่องการแทรกแซงราคาจากรัฐไปบ้างแล้ว แต่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นโอกาส "Trading Buy" เนื่องจากราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 11.50 บาท ยังมี Upside จากราคาปัจจุบันพอสมควร โดยคาดว่าผลประกอบการจะกลับมาฟื้นตัวโดดเด่นในช่วงไตรมาส 4 ตามวงจรการเดินทางและการใช้บัตร Max Card ที่เพิ่มขึ้น
กลุ่ม PTTควงBCPแกร่งสวนกระแส
นั่นทำให้โดยภาพรวม หากต้องการเก็งกำไรตามราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้น PTTEP คือตัวเลือกที่ตรงที่สุด แต่หากต้องการความมั่นคงและกระจายความเสี่ยง BCP และ OR จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่าในระยะยาว ส่วน PTT ภาพรวมนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังมีมุมมองบวกในระยะยาว โดยนักวิเคราะห์หลายสำนักเชื่อว่า PTT นั้น กำไรมีความผันผวนแต่แกร่งและน่าสนใจด้วยอัตราจ่ายปันผลที่สูง แม้จะมีแรงกดดันจากบริษัทลูกอย่าง OR หรือกลุ่มโรงกลั่นที่เจอการตลาดตึงตัว แต่ PTT ได้อานิสงส์จากการขาย Lotus Pharmaceuticalในไต้หวันและการฟื้นตัวของธุรกิจปิโตรเคมี (PTTGC,IRPC)
รวมถึงการได้รับอานิสงส์จากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซที่ช่วยลดต้นทุนกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้กระแสเงินสดในมือยังคงแข็งแกร่งมาก และในระยะสั้นจากระดับราคา 33.50 -34.00 บาทถือว่าต่ำกว่าพื้นฐานเมื่อเทียบกับมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ต่ำกว่า 1 เท่า อีกทั้งยังมีอัตราส่วนเงินปันผลสูงถึง 6-7% ซึ่งะถือเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงที่ดีมากในช่วงตลาดหุ้นมีความผันผวน รวมถึงบริษัทกำลังพิจารณาโครงการซื้อหุ้นคืน และการหาพันธมิตรระดับโลกเข้ามาร่วมลงทุนยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับบริษัท
ดังนั้นโดยรวม วิกฤตน้ำมันแพง และจัดหาลำบากอย่างนี้ ก็คงจะมีแต่ PTTEP และบริษัทแม่อย่าง PTT ที่ดูน่าสนใจมากที่สุด สำหรับหุ้นน้ำมันในยามนี้