xs
xsm
sm
md
lg

กกพ.วางแนวทางพยุงค่าไฟไม่ให้กระทบปชช. ใช้เงิน Claw Back 9.4พันล.อุ้มFt-วอนกฟผ.อุ้มต่อ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กกพ. เร่งหาแนวทางพยุงค่าไฟฟ้าเพื่อไม่ให้กระทบประชาชน หลังสงครามตะวันออกกลางพุ่งดันราคาLNGแตะ 25เหรียญต่อล้านบีทียู โดยนำเงิน Claw Back 9,400ล้านบาทอุ้มค่าFt และ ให้กฟผ.ช่วยพยุงค่าไฟที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งเร่งจัดหาไฟฟ้าพลังน้ำในลาว และเบ่งการผลิตก๊าซฯในอ่าวไทยเพิ่ม ชี้รัฐส่งสัญญาณตรึงค่าไฟงวดใหม่ที่ 3.88บาท/หน่วยพุ่ง

นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐฯทวีความรุนแรงส่งให้ราคาพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังปิดช่องแคบเฮอร์มุซ ล่าสุดอิหร่านได้โจมตีนิคมอุตสาหกรรม Ras Laffan ในกาตาร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)ใหญ่ที่สุดของโลก ทำให้ราคาLNG ตลาดจร(Spot)พุ่งขึ้นจาก 23 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียูมาอยู่ที่ 25 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียูในทันที มีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า แต่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เกินความคาดหมาย ส่วนค่าไฟฟ้าควรจะเป็นเท่าไร ขณะนี้รอดูสถานการณ์และตลาดราคาLNGให้นิ่งกว่านี้ก่อน

อย่างไรก็ดี ทางกกพ.จะร่วมกับภาครัฐ เพื่อหาแนวทางในการลดผลกระทบจากการขยับขึ้นค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน หลังประเมินว่าสถานการณ์ความรุนแรงของสงครามตะวันออกกลางครั้งนี้จะมากกว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ส่งสัญญาณว่าจะตรึงค่าไฟฟ้างวดใหม่ช่วงเดือนเมษายน-สิงหาคม 2569 จากปัจจุบันค่าไฟฟ้าเดือนมกราคม-เมษายน 2569 อยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย

สำหรับแนวทางการพยุงค่าไฟฟ้านั้น กกพ.มีเงิน Claw Back หรือเงินที่กกพ.เรียกคืนจาก3การไฟฟ้า เนื่องจากการลงทุนจริงต่ำกว่าแผนที่ตั้งไว้ราว 9,400ล้านบาท ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft)ได้ 13 สตางค์ต่อหน่วย การเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซฯในอ่าวไทยอีก 150 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปัจจุบันมีการผลิตก๊าซฯในอ่าวไทย ก๊าซฯจากเมียนมาร์และเจดีเอรวม 2 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน


รวมทั้งสั่งการให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) การปรับแผนการผลิตไฟฟ้าโดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งมีต้นทุนประมาณ 0.70 บาทต่อหน่วย ซึ่งปัจจุบันโรงไฟฟ้าแม่เมาะเดินเครื่องผลิต 700เมกะวัตต์จากกำลังผลิต 1,200เมกะวัตต์ โดยให้กฟผ.นำโรงไฟฟ้าหน่วยที่ปลดระวางไปก่อนหน้า กลับมาเดินเครื่องจักรอีกครั้ง และเร่งขุดถ่านหินลิกไนต์ที่อยู่หลุมตื้นเพื่อใช้ป้อนโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในภาพรวม รวมทั้งขอให้กฟผ.แบกรับค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งปัจจุบันกฟผ.มีหนี้ค้างจากการอุ้มค่าไฟฟ้าอยู่ 3.6หมื่นล้านบาท และปตท.มีหนี้ค้างอยู่ 1.3หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ได้เดินหน้าจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานน้ำทั้งในไทยและลาวเพิ่มเติม เนื่องจากมีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ถูกกว่าการพึ่งพาโรงไฟฟ้าก๊าซฯ รวมทั้งเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวลที่รัฐ ที่อัตรา 2.20บาท/หน่วยซึ่งได้ขยายเวลารับซื้อไปถึงสิ้นปี2569 และส่งเสริมการติดตั้งและบริหารจัดการระบบ Solar Rooftop

ก่อนเกิดวิกฤติ สูตรคำนวณค่าไฟฟ้ารอบใหม่จะอยู่ที่ 4 บาทกว่าหน่วย แต่เมื่อเกิดสงครามตะวันออกกลาง ราคา LNG ได้ปรับเพิ่มขึ้นจาก 12 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู มาเป็น 25 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู จะทำให้ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) เพิ่มขึ้นประมาณ 0.58 บาทต่อหน่วย

ในปี2569 ประเทศไทยมีการนำเข้าLNGราว 13ล้านตัน แบ่งเป็นปริมาณนำเข้าLNGตามสัญญาซื้อขายก๊าซฯ ระยะยาว 50% ที่เหลือเป็นการซื้อจากตลาดจร โดยไทยมีการนำเข้าLNGจากกาตาร์คิดเป็น 6%ของความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติทั้งหมดในไทย ดังนั้นจึงได้สั่งการให้บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตในการนำเข้าLNG (LNG Shipper)เร่งจัดหาLNGจากแหล่งอื่นมาเสริม เช่นเอเชียแปซิฟิก แอฟริกาตะวันตก เป็นต้น

ทั้งนี้ กกพ. ให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบพลังงานของประเทศให้สามารถ “พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น” เพราะการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนที่สูงมีความเปราะบางต่อวิกฤติ ควบคู่กับการเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ซึ่งไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

“วิกฤตพลังงานจากสถานการณ์สงครามสะท้อนให้เห็นชัดว่า ความมั่นคงพลังงานไม่สามารถพึ่งพาภายนอกเพียงอย่างเดียวได้ การพัฒนาพลังงานสะอาดในประเทศจึงเป็นทั้งการลดคาร์บอน และการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับระบบพลังงานของไทย”นายพูลพัฒน์ กล่าว

ทั้งนี้ กกพ. ประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลาย ราคาพลังงานมีแนวโน้มปรับลดลงจากอุปทานที่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากวิกฤตครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ราคาพลังงานจะปรับลดลงในระยะสั้น แต่ความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้ายังคงอยู่ในระยะยาว ขณะที่ทั่วโลกยังคงเดินหน้าสู่พลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง และไฟฟ้าสะอาดจะยังเป็นปัจจัยหลักในการแข่งขันและการดึงดูดการลงทุน

ในระยะต่อไป กกพ. จะเร่งวางระบบกำกับกิจการพลังงานเพื่อรองรับการผลิตและใช้พลังงานภายในประเทศมากขึ้น โดยส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้ภาคประชาชนและภาคธุรกิจสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง (Prosumer) ได้อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมกำกับดูแลให้เกิดความเป็นธรรม ไม่ให้เกิดการเอาเปรียบผู้ใช้ไฟฟ้าในระบบโดยรวม

พร้อมกันนี้ จะพัฒนากลไกตลาดไฟฟ้าสะอาด เช่น Utility Green Tariff (UGT) และ Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงพลังงานสะอาด สนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมยุคใหม่ และลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว