xs
xsm
sm
md
lg

“พาณิชย์” เปิดเทรนด์สิทธิบัตรเกษตร มุ่งสู่ยุคเกษตรนวัตกรรม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กรมทรัพย์สินทางปัญญาวิเคราะห์เทรนด์สิทธิบัตรเกษตรกรรม ก้าวสู่ยุคเกษตรนวัตกรรม ที่ผสมผสานเทคโนโลยี เครื่องจักร ระบบอัตโนมัติ เพื่อบริหารจัดการการผลิต เผยจีนนำโด่งถือครองสิทธิบัตรมากสุด ตามด้วยสหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเยอรมนี ส่วนเทคโนโลยี เน้นพัฒนาระบบหรือเครื่องมือเฉพาะทาง และเทคโนโลยีสารสนเทศ แนะไทยนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เหมาะสม

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้วิเคราะห์แนวโน้มสิทธิบัตรด้านเกษตรกรรมทั่วโลก พบว่า ภาคเกษตรมีพัฒนาการทางเทคโนโลยีอย่างยาวนาน และกำลังกำลังเปลี่ยนสถานะจาก “ภาคการผลิตพื้นฐาน” ก้าวสู่ยุค “เกษตรนวัตกรรม” ที่ผสานเทคโนโลยีเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติ และข้อมูลสารสนเทศ เพื่อบริหารจัดการการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า โดยในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา มีเทคโนโลยีทางการเกษตรที่ได้รับการพัฒนามากกว่า 8 แสนรายการ และมีจำนวนสิทธิบัตรกว่า 1.17 ล้านฉบับ ซึ่งกว่า 80% เป็นสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือและเครื่องจักรทางการเกษตร สะท้อนบทบาทของเทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และวัตกรรมเกษตรกำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาและยกระดับภาคการเกษตรในอนาคต

สำหรับประเทศที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีทางการเกษตร 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน ถือครองสิทธิบัตรมากที่สุดถึง 49.1% ตามมาด้วยสหรัฐฯ 16.2% ญี่ปุ่น 8.2% เกาหลีใต้ 6.6% และเยอรมนี 3.6% ขณะที่ประเทศที่มีอัตราการเติบโตของจำนวนสิทธิบัตรสูง ได้แก่ อินเดีย 15-19% ต่อปี ถือเป็นประเทศที่น่าจับตามอง เพราะมีอัตราการเติบโตสูงต่อเนื่องตลอดช่วง 8 ปีหลัง ตามด้วย จีน 9-10% ต่อปี ที่เร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของภาคเกษตรสู่ระบบอัตโนมัติและดิจิทัลมากขึ้น

ส่วนเทคโนโลยีกลุ่มย่อยในอุตสาหกรรมเกษตรมีการพัฒนาใน 2 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ 1.การพัฒนาระบบหรือเครื่องมือเฉพาะทาง (Other Special Machine) เพื่อเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพในการผลิต ซึ่งแม้ว่าสิทธิบัตรดังกล่าวจะมีสัดส่วนลดน้อยลง แต่ยังถือว่าเป็นสาขาหลักในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านเกษตรอัจฉริยะ ผู้เล่นสำคัญในกลุ่มนี้ ได้แก่ Iseki, Kubota และ Mitsubishi Mach โดยมีตัวอย่างเทคโนโลยีที่น่าสนใจ อาทิ เทคโนโลยีเชื่อมโยงระบบต่างๆ ในโรงเรือน ทำหน้าที่ควบคุมการประหยัดพลังงาน ควบคุมปริมาณความชื้นให้สามารถยืดอายุของผลิตภัณฑ์และลดความเสียหายจากเชื้อโรคและศัตรูพืช เทคโนโลยีสร้างโพรไบโอติกสำหรับเลี้ยงสัตว์ปีกให้โตเร็วและมีสัดส่วนของเนื้อมากขึ้น เป็นต้น 2. การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการบริหารจัดการการเกษตร (IT Methods for Management) ทั้งการใช้งานคอมพิวเตอร์ ระบบควบคุม และเทคโนโลยีการวัด ซึ่งมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ผู้เล่นสำคัญ ได้แก่ Microsoft, IBM และ Google โดยมีตัวอย่างเทคโนโลยีที่น่าสนใจ อาทิ เทคโนโลยีช่วยในการตัดสินใจในการทำเกษตร โดยรวบรวมข้อมูลลักษณะความอุดมสมบูรณ์ของดิน สภาพภูมิอากาศ การคาดการณ์ปริมาณน้ำ ศัตรูพืช ตลอดจนความต้องการของตลาดในพื้นที่ เพื่อแนะนำเกษตรกรในการเพาะปลูกพืชให้ผลผลิตต่อไร่สูงที่สุด เป็นต้น

นางอรมนกล่าวว่า ไทยมีจุดแข็งสำคัญ คือ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการทำเกษตร แต่โครงสร้างผู้ถือครองสิทธิบัตรด้านเทคโนโลยีการเกษตรส่วนใหญ่ยังเป็นบริษัทขนาดใหญ่จากต่างประเทศที่มีศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนา ดังนั้น แนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรของไทยจึงควรมุ่งเน้นการต่อยอดเทคโนโลยีและประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ มากกว่าการมุ่งวิจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว ซึ่งการบูรณาการเทคโนโลยีสมัยใหม่ในหลายด้านจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในด้านปริมาณและคุณภาพของสินค้าเกษตรกรรมไทย อาทิ การใช้ข้อมูลดาวเทียมเพื่อคาดการณ์ปริมาณน้ำสำหรับการเพาะปลูก การใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพิ่มความทนทานของพืชและลดต้นทุนการผลิต รวมถึงระบบปลูกพืชที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ การผลักดันเทคโนโลยีเกษตรสู่เชิงพาณิชย์จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การขยายขอบเขตการใช้งานในวงกว้าง (Scalability) การเข้าถึงเทคโนโลยี (Accessibility) และความคุ้มค่าในการลงทุน (Benefits) รวมทั้งการส่งเสริมภาคบริการที่ทำหน้าที่เป็นผู้บูรณาการเทคโนโลยี (Technology Integrator) เพื่อเชื่อมโยงผู้พัฒนาเทคโนโลยีกับภาคเกษตรและตลาดจริง

ขณะเดียวกัน การวิเคราะห์คำขอสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรด้านเกษตรกรรมที่ยื่นจดทะเบียนในไทยในช่วง 5 ปี (2564-2568) พบว่ามีคำขอรวม 2,806 คำขอ แบ่งเป็นคำขอรับสิทธิบัตร 1,607 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 1,199 คำขอ แนวโน้มสำคัญที่ปรากฏคือ การพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรที่ผสานองค์ความรู้หลากหลายสาขา โดยเฉพาะการนำข้อมูล (Data-Driven Agriculture) และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้บริหารจัดการการผลิต ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางนวัตกรรมการเกษตรของโลกในปัจจุบัน โดยหมวดเทคโนโลยีที่มีการยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ผลิตภัณฑ์ดูแลพืช สารกำจัดศัตรูพืช สารป้องกันเชื้อรา และสารฆ่าเชื้อ 2. เทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์และการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ 3. เครื่องมือ เครื่องจักร และการเตรียมดินเพื่อการเกษตรและป่าไม้ 4. เทคโนโลยีการเก็บเกี่ยวผลผลิต และ 5. เทคโนโลยีการเพาะปลูกและการทำสวน

โดยโครงสร้างผู้ยื่นคำขอสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรในไทย พบว่าเป็นผู้ยื่นต่างชาติ 1,436 คำขอ 51.17% และผู้ยื่นคนไทย 1,370 คำขอ 48.82% โดยในส่วนของสิทธิบัตร ผู้ยื่นต่างชาติ 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. คูโบต้า คอร์เปอเรชั่น 2. ซินเจนต้า ครอป โพรเท็คชั่น เอจี และ 3. ยูพีแอล ลิมิเต็ด ขณะที่ผู้ยื่นไทย 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) 2. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ 3. มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในส่วนของอนุสิทธิบัตร ผู้ยื่นไทยที่โดดเด่น ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยบูรพา ขณะที่ต่างประเทศยังคงมีบริษัทเทคโนโลยีเกษตรระดับโลกเข้ามายื่นคำขออย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นตลาดสำคัญของเทคโนโลยีเกษตร ทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีศัยกภาพในการพัฒนานวัตกรรม

“กรมเห็นว่าการที่สัดส่วนผู้ยื่นคำขอไทยใกล้เคียงต่างชาติ แสดงให้เห็นศักยภาพของนักวิจัยและสถาบันการศึกษาไทย ในการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง หากสามารถผลักดันการต่อยอดจากงานวิจัยสู่ธุรกิจได้มากขึ้น จะช่วยสร้างมูลค่าเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศในอนาคต โดยระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาจะมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ (วิจัย) กลางน้ำ (พัฒนาเทคโนโลยี) ไปจนถึงปลายน้ำ (เชิงพาณิชย์) ช่วยให้ไทยสามารถวางแผนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมเกษตรของภูมิภาค สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และยกระดับภาคเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน” นางอรมนกล่าว