xs
xsm
sm
md
lg

รายย่อยปะทะฝรั่ง...รอบนี้ใครเจ๊ง-ใครรวย / สุนันท์ ศรีจันทรา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน เปิดฉากมา 18 วันเต็มแล้ว และยังไม่มีวันใดที่นักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาซื้อ ขณะที่นักลงทุนรายย่อย กลายเป็นผู้รับเหมารายใหญ่ ปักหลักซื้อหุ้นเก็บเข้าพอร์ตมาตลอด โดยยังไม่อาจสรุปได้ว่าการแลกหมัดวัดดวงระหว่างนักลงทุนรายย่อยในประเทศกับนักลงทุนต่างชาติ สุดท้ายใครจะเป็นฝ่ายชนะ ใครฝ่ายไหนจะได้กำไรหรือขาดทุนจากวิกฤตสงครามในครั้งนี้

นับตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติ ทยอยขายหุ้นออก ลดความเสี่ยงการลงทุนจากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง โดยมียอดขายหุ้นสะสม จนสิ้นสุดวันที่ 16 มีนาคมรวมทั้งสิ้นประมาณ 39,037 ล้านบาท ทำให้ยอดการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาตินับจากตั้งปี 2569 มียอดซื้อหุ้นสุทธิสะสมเหลืออยู่ 20,147 ล้านบาท

ส่วนนักลงทุนรายย่อยในประเทศ นับจากวันที่ 5 มีนาคม ช้อนซื้อหุ้นมาตลาดแทบทุกวัน ไม่ว่าดัชนีฯจะปรับตัวขึ้นหรือลงก็ตาม โดยขายหุ้นออกเพียงวันเดียว จำนวน 1,408 ล้านบาท เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ทำให้มียอดซื้อหุ้นสุทธิสะสมสิ้นสุดวันที่ 16 มีนาคมจำนวนรวมทั้งสิ้นประมาณ 51,993 ล้านบาท ทำให้นักลงทุนรายย่อย มียอดซื้อหุ้นสุทธิสะสมนับจากต้นปีจำนวนทั้งสิ้น 21,491 ล้านบาท ทั้งที่ก่อนเกิดสงคราม มียอดขายหุ้นสุทธิประมาณ 30,000 ล้านบาท

การสู้รบในตะวันออกกกลางยังดำเนินต่อไป โดยไม่มีสัญญาณการยุติในระยะสั้น เช่นเดียวกับการสู้รบระหว่างนักลงทุนต่างชาติกับนักลงทุนรายย่อยในประเทศ ซึ่งยังแลกหมัดวัดดวงกันต่อไป โดยไม่มีสัญญาณว่า ฝ่ายใดจะถอย และไม่มีสัญญาณว่า ต่างชาติจะหยุดขาย

นักลงทุนต่างชาติ เริ่มกลับมาซื้อหุ้น เมื่อประมาณกลางเดือนมกราคม หลังจาก 3 ปีก่อนหน้า ขายหุ้นทิ้งต่อเนื่อง ยอดขายหุ้นรวมประมาณ 4.5 แสนล้านบาท และทำให้ดัชนีฯทรุดตัวลงติดต่อ 3 ปี

ต่างชาติเริ่มซื้อหุ้น ในช่วงที่ดัชนี ฯ ทรุดลงไปที่ระดับประมาณ 1253 จุด แต่แรงซื้อของต่างชาติที่ไหลกลับเข้ามา ผลักดันให้ดัชนี ฯ พุ่งทะยาน และขึ้นไปสูงสุดที่ระดับประมาณ 1545 จุด หรือขึ้นมารอบนี้ประมาณ 300 จุด โดยมีแนวโน้มที่จะตีฝ่าแนวต้านขึ้นไปยืนเหนือระดับ 1550 จุด

แต่สงครามที่อุบัติขึ้น ทำให้ต่างชาติพลิกกลยุทธ์ หันมาเทขายหุ้นทิ้ง

ส่วนนักลงทุนรายย่อย ทยอยซื้อหุ้นเก็บตั้งแต่วันแรกของสงคราม โดยช้อนซื้อตั้งแต่ดัชนี ฯประมาณ 1540 จุด และแม้ดัชนี ฯ จะดิ่งลงไปต่ำสุดที่ 1331 จุดในรอบนี้ รายย่อยไม่ได้ย่อท้อ และซื้อหุ้นเก็บสะสมต่อ

ต้นทุนหุ้นที่นักลงทุนรายย่อยซื้อสะสม ตลอดช่วงสงครามตะวันออกกลาง เฉลี่ยอยู่ที่ดัชนี ฯประมาณ 1435 จุด ซึ่งถ้าเทียบกับจุดปิดดัชนี ฯ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม นักลงทุนรายย่อยยังแบกต้นทุนสูง หรือขาดทุนจากหุ้นที่เก็บสะสมมา

แต่เมื่อสงครามยังใม่จบ จึงยังไม่ควรนับศพนักลงทุนรายย่อย เพราะจะต้องประเมินผลกันจริง ๆ เมื่อสงครามสงบ และสถานการณ์การลงทุนกลับมาสู่ภาวะปกติ ซึ่งคาดว่า หุ้นจะฟื้นตัวเด้งกลับขึ้นมาใหม่

ถึงเวลานั้นจึงตัดสินได้ว่า การปะทะกันระหว่างนักลงทุนรายย่อยในประเทศกับนักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางภาวะสงครามตะวันออกกลางที่เดือดปุด ๆ สุดท้ายแล้ว ใครคิดถูกหรือคิดผิด

และระหว่างต่างชาติที่เทขายหุ้นทิ้งกับนักลงทุนรายย่อยที่เข้าช้อนซื้อหุ้นโดยไม่หวั่นไหวในขีปนาวุธที่ทำลายล้างกันในตะวันออกกลาง

ใครจะเจ๊งและใครจะรวยจากสงครามครั้งนี้