สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT) เดินหน้ายกระดับงานหัตถศิลป์ไทย ให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ผ่าน 3 มิติการพัฒนา วัฒนธรรม สังคมและสิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ พร้อมช่วยสร้างโอกาสทางการค้าทั้งในและต่างประเทศ
ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่า SACIT มีนโยบายในการยกระดับงานศิลปหัตถกรรมไทยจาก “มรดกทางวัฒนธรรม” ให้กลายเป็น “ทุนทางเศรษฐกิจของประเทศ” โดยมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับงานหัตถศิลป์ไทยผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ การออกแบบ การสร้างแบรนด์ และการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่าน 3 มิติการพัฒนา ได้แก่ มิติด้านวัฒนธรรม มิติด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และมิติด้านเศรษฐกิจ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงภูมิปัญญาไทยกับตลาดสมัยใหม่
โดยมิติด้านวัฒนธรรม SACIT มุ่งรักษาและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านหัตถศิลป์ไทย พร้อมทั้งพัฒนาให้สามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยที่ตอบโจทย์ตลาดโลก โดยให้ความสำคัญกับการเชิดชูบุคคลต้นแบบในแวดวงหัตถศิลป์ อาทิ ครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม และ New Young Artisan เพื่อสร้างกำลังคนด้านหัตถศิลป์รุ่นใหม่และต่อยอดองค์ความรู้สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยหนึ่งในเวทีสำคัญ คือ SACIT Symposium 2026 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6–7 ส.ค.2569 ณ SACIT อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน Ceramic Craft and Surface Design ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับงานเบญจรงค์ และการพัฒนางานหัตถศิลป์ร่วมสมัย เพื่อขยายฐานองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายระหว่างช่างฝีมือ นักออกแบบ และนักวิชาการจากหลายประเทศ
มิติด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการพัฒนาชุมชนหัตถกรรมทั่วประเทศ เพื่อสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ โดยสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพช่างฝีมือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิต ตัวอย่างสำคัญคือการพัฒนา ชุมชนหัตถกรรมกกจันทบูร จังหวัดจันทบุรี ซึ่ง SACIT สนับสนุนตั้งแต่การพัฒนาวัตถุดิบ การออกแบบผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการสร้างตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับภูมิปัญญาท้องถิ่นและสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับคนในพื้นที่ ขณะเดียวกัน SACIT ยังส่งเสริมแนวคิด Sustainable Craft Business Model และ Craft Circular Model เพื่อให้การผลิตงานหัตถศิลป์ไทยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น การลดของเสีย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจสีเขียว
มิติด้านเศรษฐกิจ มุ่งยกระดับศิลปหัตถกรรมไทยให้เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่การพัฒนาวัตถุดิบ การออกแบบผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการเปิดตลาดใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยหนึ่งในเวทีสำคัญคือ Craft Bangkok 2026 ซึ่งเป็นมหกรรมงานหัตถศิลป์ที่รวบรวมผู้ผลิตและผู้ประกอบการจากทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงกับผู้บริโภค นักออกแบบ และผู้ซื้อจากทั้งในและต่างประเทศ และยังมีการจัดงาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม” ซึ่งจะรวบรวมผลงานจากสมาชิก SACIT กว่า 380 คูหา พร้อมผลงานครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และนักออกแบบไทย เพื่อแสดงศักยภาพของงานหัตถศิลป์ไทยในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–26 เม.ย. 2569 ณ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์
นอกจากนี้ SACIT ยังเดินหน้าสร้างโอกาสทางการค้าในเวทีต่างประเทศ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับนานาชาติ อาทิ การเข้าร่วมงาน The Saudi International Handicrafts Week (Banan) ในประเทศซาอุดีอาระเบีย การนำเสนอผลงานในเวทีการประชุมของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ รวมถึงความร่วมมือกับภาคธุรกิจในประเทศญี่ปุ่นเพื่อพัฒนาผ้าไทยสู่ตลาดกิโมโน ซึ่งล้วนเป็นช่องทางสำคัญในการขยายตลาดหัตถศิลป์ไทยในระดับสากล
ขณะเดียวกัน ขอเชิญชวนให้คนไทยร่วมสวมใส่ “ชุดไทยพระราชนิยม” อย่างถูกต้อง เพื่อร่วมกันผลักดันให้ชุดไทยได้รับการรับรองในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในกระบวนการพิจารณาของ UNESCO พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิดการสวมใส่ชุดไทยในชีวิตประจำวัน ซึ่งไม่เพียงเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย แต่ยังเป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับงานหัตถศิลป์ไทยและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง