xs
xsm
sm
md
lg

KKPมองผลกระทบสงคราม-ราคาพลังงานพุ่ง-แนะแนวทางรับมือ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และนายลัทธกิตติ์ ลาภอุดมการ นักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร(KKP) เปิดเผยถึงผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทยว่าา ประเทศไทยหลีกเลี่ยงผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นไม่ได้ เพราะเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันสูงถึง 6.5% สูงถือว่าที่สุดในภูมิภาค ทำให้ความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวสูงขึ้นด้วย ขณะที่จุดจบของสงครามยังไม่ชัดเจนมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้น 2 คำถามหลักๆก็คือ สงคราม-การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะยาวนานขนาดไหน ซึ่งในเรื่องนี้ KKPประเมินไว้ 3 ฉากทัศน์ คือ 1.จบเร็วมองเป็นปัจจัยระยะสั้น 1 เดือน ราคาน้ำมันก็จะลดลงมาในระดับปกติ ซึ่งเรายังถือเป็นBased Case อยู่ในขณะนี้ 2.ยืดเยื้อระยะเวลาประมาณ 6 เดือนราคาน้ำมันประเมินที่ 85-90 เหรียญต่อบาเรลซึ่งอาจจะส่งผลให้จีดีพีโตแค่ 1.4% และ3.รุนแรงระยะเวลาเกินกว่า 6 เดือนราคาน้ำมันประเมินที่กว่า 100-120 เหรียญต่อบาเรล ซึ่งถ้ามาถึง ณ จุดนี้เป็นที่น่ากังวลจีดีพีไทยจะโตต่ำกว่า 1%หรือประมาณ 0.7%และอยู่ในภาวะถดถอยทางเทคนิค(จากประมาณของ KKP ปัจจุบันที่ 1.8%)

"ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนๆ ที่แม้ว่าจะเกิดขึ้นภูมิภาคตะวันออกกลางก็เคยมี กับรัสเซีย-ยูเครนก็ยังไม่เห็นผลกระทบที่มากขนาดนี้ ก็เป็นเพราะในครั้งนี้เกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นทางผ่านของการขนส่งน้ำมันกว่า 20%ของโลก ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่อาจจะเกินเลยไปถึงการขาดแคลนน้ำมันได้ ดังนั้น ผลกระทบจึงเกิดขึ้นในวงกว้างต่างกับความขัดแย้งครั้งก่อนๆที่เราอาจจะไม่ค่อยรู้สึกอะไรมากนัก นอกจากนี้ ผลกระทบอาจจะไม่แค่น้ำมันขยายวงไปถึงเชื้อเพลิงอื่นๆอย่างก๊าซธรรมชาติอีกด้วย"

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยใน 3 ส่วนด้วยกันได้แก่ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจากภาคการท่องเที่ยว-การบริโภคที่ลดลง รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้่นจากราคาน้ำมัน และดุลบัญชีเดินสะพัดที่จะเกินดุลลดลงหรือขาดดุลเนื่องจากดุลการค้าที่ขาดดุลจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น-ดุลบริการที่เกินดุลลดลงจำนวนนักท่องเที่ยวชะลอลง ขณะที่ปัจจุบันเองเศรษฐกิจไทยก็มีปัญหาเชิงโครงสร้างอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือนที่สูง ภาคการส่งออกที่เปราะบางแม้อัตราการขยายตัวจะดีแต่โดยส่วนใหญ่ยังเกิดจากการเร่งนำเข้าสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ

นายพิพัฒน์กล่าวอีกว่า ภาครัฐจะต้องเตรียมพร้อมรับมือในเรื่องของพลังงาน ซึ่งปัจจุบันภาครัฐยังตรึงราคาโดยผ่านกลไกกองทุนน้ำมันที่อาจจะรับภาระต่อไปไม่ได้ โดย KKP มองว่าการจัดหาแหล่งน้ำมันอื่นๆเป็นการกระจายความเสี่ยง รวมถึงสนับสนุนให้มีการนำพลังงานทางเลือกมาใช้อย่างจริงจังซึ่งอันนี้อาจจะไม่ใช่ในระยะเวลาอันสั้น และส่งสัญญาณให้เกิดการรับรู้ถึงราคาตามกลไกตลาดที่แท้จริงไปพร้อมๆกับการลดการอุดหนุนเพื่อให้ผู้ใช้ปรับตัวให้เข้ากับสภาวะความเป็นจริงได้ โดยอาจจะยังคงการอุดหนุนเฉพาะกลุ่มที่ยังเปราะบางหรือมีปัญหาเท่านั้น เพราะอุดหนุนรวมทั้งหมดจะทำให้กองทุนน้ำมันไม่สามารถแบกรับภาระไหวและจะส่งผลกระทบฐานะทางการคลังในที่สุด

ขณะเดียวกัน แนวนโยบายการเงินก็เป็นที่น่าสนใจมากขึ้นหลังจากที่มีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)คนใหม่ซึ่งมีแนวทางที่จะดำเนินนโยบายในทิศทางที่ผ่อนคลายมากขึ้น จึงต้องติดตามนโยบายการเงินระยะข้างหน้าที่เศรษฐกิจจะถูกกระทบจากสงครามฯในขณะที่อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่สูง แต่อย่างไรก็ตาม KKP มองอัตราเงินเฟ้อแม้จะมีแนวโน้มสูงขึ้นแต่ก็ยังไม่หลุดจากกรอบที่ธปท.วางไว้ที่ 2%