บีโอไอ อาศัยจังหวะพลิกวิกฤติเป็นโอกาสช่วงสงครามตะวันออกกลาง ดึงการลงทุนจากต่างชาติเจ้าไทยเพิ่มมากขึ้น ชูpositionประเทศไทยน่าลงทุน เป็นฐานผลิตที่ปลอดภัย และลดความเสี่ยงนักลงทุนในระยะยาว ที่สำคัญไทยมีจุดแข็ง 4 ด้านเพื่อสร้าง"ความมั่นคง" ทำให้มั่นใจปี69มูลค่าการลงทุนในไทยโตต่อเนื่อง
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราวที่รอการคลี่คลาย แต่จะอยู่กับระบบเศรษฐกิจโลกไปอีกนาน ซึ่งสงครามในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการทำธุรกิจ ทั้งในด้านราคาพลังงาน ค่าขนส่งและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงในการขาดแคลนวัตถุดิบ ทำให้ราคาสูงขึ้น ทำให้นักลงทุนต้องวางแผนการลงทุนในระยะยาว
สำหรับประเทศไทยถือเป็นโอกาสในการดึงการลงทุนจากต่างประเทศ เป็นการเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส โดยประเทศไทยต้องวางตำแหน่งให้เป็นประเทศที่น่าลงทุน มีความมั่นคง ปลอดภัย และช่วยลดความเสี่ยงให้กับนักลงทุนในระยะยาว ที่สำคัญโลกพึ่งพาไทยและขาดเราไม่ได้ โดยอาศัยจุดแข็ง 4 ด้านเพื่อสร้าง"ความมั่นคง" (Security) ในมิติต่างๆ ประกอบไปด้วย 1.Food Security หรือความมั่นคงทางอาหาร อาศัยจุดแข็งด้านเกษตร อาหาร และความหลากหลายทางชีวภาพ
2.Energy Security หรือความมั่นคงทางพลังงาน มุ่งเน้นไปที่ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด ซึ่งบริษัทข้ามชาติต้องการใช้พลังงานสะอาด 3. Supply Chain Security ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานไทยเป็นฐานผลิตสำคัญของโลกในหลายอุตสาหกรรม เช่น ฮาร์ดดิสก์ ที่มีสัดส่วนการผลิต 70-80% ของโลกและแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ซึ่งไทยเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 5ของโลก และ 4.Human Security ความมั่นคงของมนุษย์ ความโดดเด่นด้านการแพทย์และ Wellness ซึ่งเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาค
นายนฤตม์ กล่าวต่อไปว่า ในช่วง2-3ปีที่ผ่านมา ไทยมีการสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ (New Industry Base) ซึ่งเริ่มเห็นผลมากขึ้น ได้แก่ 1.กลุ่ม Biobase & Clean Energy เช่น ไบโอพลาสติก ไบโอแมททีเรียล และเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ซึ่งขณะนี้จะมีบทบาทมากเมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้น รวมทั้งพลังงานสะอาด
2.กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า( EV) ผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตEVและแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน 3.กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง รวมถึงAI &Robot มีบริษัทชั้นนำระดับโลกเข้ามาตั้งศูนย์ดีไซน์และทดสอบ 4.กลุ่ม High Value Services ดึงการตั้งสำนักงานภูมิภาค ศูนย์วิจัย และศูนย์จัดหาชิ้นส่วน (Sourcing)
ขณะเดียวกันต้องปรับปรุงสภาพแวดล้อมเพื่อการลงทุน ลดอุปสรรคและดึงดูดนักลงทุนและบุคลากรทักษะสูง (Talent) อย่างมาตรการ Fast Pass เพื่อเร่งรัดการลงทุนโดยบีโอไอร่วมมือกับ 8 หน่วยงาน เพื่อลดระยะเวลาการอนุมัติใบอนุญาตลง 20-50% สำหรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่มูลค่ามากกว่า 1พันล้านบาท อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และมีเงื่อนไขจะต้องมีการลงทุนจริงอย่างน้อย 20% ภายในระยะเวลา 6 เดือน
โดยมีนักลงทุนเข้าร่วม 16 โครงการ มูลค่า 170,000 ล้านบาท ได้รับการอนุมัติจากบีโอไอครบถ้วนแล้ว ขณะเดียวกันก็มีการหารือเพื่อปรับปรุง VISA และ Work Permit ให้สะดวกขึ้น เช่น การพิจารณายกเว้นการรายงานตัวทุก 90 วันสำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ และการเปลี่ยนไปใช้ Work Visa แทน